วันพุธที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2557

สรรพคุณมะพร้าวในตำราแพทย์ไทย

สรรพคุณมะพร้าวในตำราแพทย์ไทย



  1. ลดไข้   วุ้นเนื้อมะพร้าวอ่อนกับน้ำมะพร้าวอ่อนเป็นยาเย็น    ช่วยให้อาการไข้ตัวร้อนทุเลาลง

  2. แก้ร้อนใน   
ดื่มน้ำมะพร้าวอ่อนในตอนเช้าให้หมด  และในตอนบ่ายดื่มอีกลูกหนึ่งจนหมด   กินเนื้อด้วยก็ได้

  3. แก้ท้องเสีย  
ใช้รากมะพร้าวล้างสะอาด   3 กำมือ   ทุบพอแตกต้มน้ำ  5  แก้ว  เคี่ยวเอา  2  แก้ว   ดื่มครั้งละ  ครึ่งแก้ว   เช้า  กลางวัน  เย็น

  4. แก้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ   น้ำมะพร้าวเคี่ยวให้ร้อน   เอาผักเสี้ยนผีล้างสะอาดสับเคี่ยวด้วยกัน   ใส่เมนทอลเล็กน้อยเพื่อกลิ่นหอม   เพิ่มพลังแทรกซึมของตัวยานวด   แก้ปวดเมื่อย   ช้ำบวม   อักเสบ

  5. แผลเรื้อรัง   เอากะลามะพร้าวถูตะไบ  ได้ผงละเอียดผสมกับน้ำมันมะพร้าวแรกพิมเสนเล็กน้อย   ทาแผลเรื้อรัง  เช้า  กลางวัน  เย็น  ทาบ่อย ๆ

  6. แก้จุกเสียด   แน่นท้อง   เอากะลามะพร้าวเผาไฟให้เป็นถ่าน  มาบดเป็นผงละเอียด  ละลายน้ำอุ่น   ดื่ม   แก้จุกเสียดแน่นท้องได้  ดื่มสัก  1-2  ช้อนโต๊ะ

  7. โรคหัดหลบใน   ใช้กะลามะพร้าว   เผาไฟให้เป็นถ่านแดง   ใส่ลงในน้ำสะอาด  1  ชามแกง  สักพักหนึ่ง  รินเอาน้ำใส ๆ  ดื่มสัก  2  ช้อนโต๊ะ   เช้า  กลางวัน   เย็น   อาการโรคหัดจะดีขึ้นเรื่อย ๆ

  8. รักษาเกลื้อน   เอากะลามะพร้าวแก่จัดที่ขูดแล้ว  ที่มีรู   มาใส่ถ่านไฟแดง ๆ  จะทำให้เกิดน้ำมันมะพร้าวไหลออกมา   เอาน้ำมันนี้มาทาโรคเกลื้อนได้ดีเยี่ยม   ทาทิ้งไว้  7 วัน ล้างออกยากจะติดแน่นอยู่   เกลื้อนจะค่อย ๆ  หาย

  9. แก้ปวดฟัน   เอากะลามะพร้าวแก่จัด  มีรู   ขูดเอาเนื้อออกใหม่ ๆ ใส่ถ่านไฟแดงลงไป   รองน้ำมันมะพร้าวที่ไหลออกมาเก็บใส่ขวด   ปิดแน่นไว้    ใช้สำลีพันปลายไม้ชุบน้ำมันมะพร้าวอุดรูฟันที่ปวด   อย่าให้สัมผัสเหงือกหรือเนื้อเยื่ออื่น ๆ  จะเกิดความชาได้

  10.เล็บแตก   เอาน้ำมันมะพร้าวที่ได้จากการเผากะลามะพร้าว  เหมือนข้างต้น  ใส่แผลที่เกิดกับเล็บ   เล็บแตก   เล็บหลุด   แผลที่ซอกเล็บ

  11.คางทูม   เอาน้ำมันมะพร้าวทางบริเวณคางทูมบ่อย ๆ  วันละ  2-3  ครั้ง  ทางบาง ๆ  2-3  วัน   อาการคางทูมจะดีขึ้น

  12.ดีซ่าน   ดื่มน้ำมะพร้าวอ่อนครั้งละ   1  ผล   เช้า   กลางวัน  เย็น  ทุกวัน   เพียง  2  วัน  ก็หายได้

  13.แผลเป็น   ใช้น้ำมันมะพร้าวที่ได้จากกะลามะพร้าวเผาไฟถ่าน  ทาที่แผล ๆ จะหายไปในไม่กี่วัน   เมื่อแผลหายจะไม่เป็นแผลเป็น

  14.แก้คลื่นไส้อาเจียน   เอามะนาว  1  ซีก   บีบผสมน้ำมะพร้าวอ่อน   ดื่มแก้อเจียนได้ดี

  15.แก้ตาอักเสบ   เอาน้ำมะพร้าวอ่อน  1 ถ้วย  ผสมน้ำตาลทรายแดงให้หวานจัด ๆ  เอาไว้ดื่มวันละ  2  ครั้ง   เช้า – เย็น   อาการอักเสบของดวงตาจะค่อย ๆ  หายไปเองในที่สุด

  16.แก้โรคบิด   ดื่มน้ำมะพร้าวอ่อนครั้งละ  1  ผล  เช้า  กลางวัน  เย็น  แก้โรคบิดได้ดีมาก

  17.บำรุงผิวพรรณ   ดื่มน้ำมะพร้าวอ่อนสัปดาห์ละ  4-5  ผล  ช่วยบำรุงผิวพรรณ   แก้เม็ดผดผื่นคัน   บำรุงร่างกายให้สดชื่น

  18.แก้ปัสสาวะขัด   ดื่มน้ำมะพร้าวอ่อน  ครั้งละ  1  ผล  เช้า  กลางวัน  เย็น

  19.แก้ปวดศีรษะ   ดื่มน้ำมะพร้าวอ่อน   ไม่ช้าไม่นานก็หายปวด

  20.แก้พิษเบื่อเมาได้ดี   ดื่มน้ำมะพร้าวอ่อน  1 ลูก   ไม่กินเนื้อ  อีก  2-3 ชั่วโมงดื่มน้ำมะพร้าวอ่อนเย็น ๆ  เข้าไปอีก   แก้วิงเวียน  เมา  ปวดท้อง  ปวดไส้  ล้างพิษที่เกิดขึ้นได้ดี

  21.แก้เมาเหล้า   เอาน้ำมะพร้าวอ่อนไม่ต้องแช่เย็น   ดื่มแก้เมา   แก้อาเจียน  จากเหล้าได้ดี

  22.แก้ไอ   เอาน้ำมะพร้าวห้าวมาดื่ม  จะมีสรรพคุณรักษาอาการไอได้ดีมาก  ดื่มเฉพาะน้ำเท่านั้น

  23.แก้ชันนะตุพุพอง   น้ำมันมะพร้าวผสมเหง้าขมิ้นชัน   สารส้มเล็กน้อย  ทาบริเวณที่เป็นชันนะตุ   หรือเพียงใช้น้ำมันมะพร้าวเพียงอย่างเดียวก็ได้ผลดีเช่นกัน

  24.แก้รังแค   ใช้น้ำมันมะพร้าวที่ได้จากการเคี่ยวน้ำกะทิแก่จัด   เคี่ยวได้น้ำมันมะพร้าวใหม่ ๆ  ให้เย็นลง   ทาศีรษะ  30  นาที  แล้วสระออกด้วยแชมพู  ใช้เพียงสัปดาห์ละ  2  ครั้งก็เพียงพอแล้ว

  25.น้ำกัดเท้า   เอาน้ำมันมะพร้าวผสมกับสารส้ม  น้ำปูนใส  และเกลืออย่างละเล็กน้อยกวนคนผสมกันให้ดี  เอามาทาแผลทันที  บ่อย ๆ จะหายเร็วขึ้น

  26.แก้ผื่นคัน   เอา เนื้อมะพร้าวขูดเคี่ยวน้ำมันออกมา   แล้วเอากากที่เหลือเคี่ยวไปด้วยกันอย่าทิ้ง   จนไหม้เกรียมดำ  แล้วเอาน้ำมะพร้าวนี้  ซึ่งมีเนื้อมะพร้าวขูดที่ไหม้ไปใช้ประโยชน์ได้

  27.ฝ่ามือแห้งแตกและเล็บขบ   ใช้น้ำมันมะพร้าวที่เคี่ยวใหม่ ๆ  มาใช้ได้ดีหรือใช้น้ำมันมะพร้าว   ที่ได้จากการเผากะลามีรูจากถ่านไฟก็ได้   ทาเช้า  กลางวัน  เย็น  หรือหยอดเล็บขบ   จะหายเร็วและไม่ปวด

  28.แก้เบาหวาน   เอามะพร้าวแก่  ขูดเอาเนื้อคั่วให้เหลือง  หอม  กรอบ  โรยเกลือเล็กน้อย  ใส่ขวดปิดฝาแน่น  รับประทานครั้งละ  1 ช้อนแกง  เช้า  กลางวัน  เย็น  สัก  10-15  วัน  ระดับน้ำตาลจะลดลงเรื่อย ๆ

  29.แก้ปากเปื่อย ปากเป็นแผล  ( จากมะพร้าวแก่ ) ครั้งละ 5-10 นาที  2-3  วัน

  30.แผลสด   ใช้เนื้อมะพร้าวขูดมาใส่แผลสด   เอาผ้าพันไว้  เปลี่ยนยาวันละ  2  ครั้ง  เช้า  เย็น

  31.แผลไฟไหม้  น้ำร้อนลวก   ใช้มะพร้าวกะทิปิดแผลไฟไหม้  น้ำร้อนลวก   ใช้ได้ดีที่เดียว

  32.แก้ไข้ทับระดู   เอาจั่นมะพร้าวหรือทะลายดอกมะพร้าว  ที่ยังคงมีกาบหุ้มอยู่ต้มน้ำดื่ม  เช้า  กลางวัน  เย็น  อาการไข้ทับระดูจะค่อย ๆ หายไป   ชาวบ้านบางคนใช้รากก็ได้ผล

  33.ลำไส้อักเสบ   เอาเปลือกมะพร้าวมาสับเป็นชิ้นเล็ก ๆ  ต้มน้ำดื่ม   รับประทานต่างน้ำ   ลำไส้อักเสบ  จะค่อย ๆ  ทุเลาลง   จนกระทั่งหายในที่สุด ( ควรใช้เปลือกมะพร้าวห้าว  มะพร้าวแก่หรือมะพร้าวแห้ง )
 
  34.แก้อีสุกอีใส   ใช้ใบมะพร้าวต้มดื่ม   แก้อีสุกอีใสได้

  35.เคืองตา   ใช้เนื้อมะพร้าวอ่อนสด ๆ  แปะที่ดวงตา   อาการเคืองตาจะทุเลาลงและหายไปได้

เอกสารที่เกี่ยวข้อง
-  กลุ่มงานพัฒนาวิชาการแพทย์แผนไทยและสมุนไพร  สถาบันการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก  การบรรยายประชุม
   วิชาการ เรื่อง  บทบาทของน้ำมันมะพร้าวต่อสุขภาพและความงาม   โดย   ดร.ณรงค์   โฉมเฉลา
-  สำนักงานข้อมูลสมุนไพร  คณะเภสัชศาสตร์  มหาวิทยาลัยมหิดล  จุลสารข้อมูล  สมุนไพร  ปีที่  24  /  ตุลาคม  2549
-  องค์การเภสัชกรรม น้ำมันมะพร้าวบทบาทต่อสุขภาพและความงาม โดย ดร.ณรงค์ โฉมเฉลา
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต    

วันจันทร์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2557

มาทำความรู้จักโกรทฮอร์โมน HGH/Human growth hormone

มาทำความรู้จักโกรทฮอร์โมน HGH/Human growth hormone

โกรทฮอร์โมน หรือ HGH (Human Growth hormones) ฮอร์โมนแห่งการเจริญวัย



โกรทฮอร์โมน หรือ HGH เป็นฮอร์โมนที่หลังมาจากต่อมไร้ท่อ สร้างจากต่อมพิทูอิทารีภายใต้สมองของเรา เป็นฮอร์โมนแห่งการเจริญวัย ได้รับฉายาว่า “น้ำพุแห่งความหนุ่มสาว” HGH มีโปรตีนที่มีกรดอะมิโนอยู่มากมายถึง 191 โมเลกุล ฮอร์โมนนี้จะหลั่งได้ตลอดชีวิตของเรา แต่ในแต่ละช่วงอายุก็จะหลั่งได้ไม่เท่ากัน โดยระดับการหลั่งจะหลั่งออกมามากเป็นพิเศษในช่วงวัยเจริญเติบโตหรือวัยเจริญ พันธุ์และเริ่มน้อยลงเมื่อเข้าสู่วัยชรา และจากปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆในการดำเนินชีวิต (เช่น โภชนาการอาหาร ความเครียด การนอนหลับ การออกกำลังกาย น้ำหนัก) ก็ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของระดับโกรทฮอร์โมนในร่างกายของเรา
จากการวิจัยพบว่า มีการหลั่งฮอร์โมน HGH ลดลงถึง 14% ในทุกๆ 10 ปีเลยทีเดียว ฮอร์โมนนี้แตกต่างจากฮอร์โมนชนิดอื่น เนื่องจากสามารถกระตุ้นทุกระบบในร่างกายให้เกิดการเปลี่ยนแปลง มีการเผาผลาญกิจกรรมของสมองและระบบการย่อยสลาย ฮอร์โมนนี้จึงมีผลต่อความอ่อนเยาว์ ความกระฉับกระเฉงของร่างกายเรานั่นเอง

HGH มีความสำคัญมากต่อการเจริญเติบโตของร่างกายเรา โดยเฉพาะวัยเด็กที่ต้องการการเจริญเติบโตมากเป็นพิเศษ ฮอร์โมนนี้ช่วยควบคุมการเจริญเติบโตของกระดูกให้แข็งแรงจนกระทั่งถึงช่วง อายุ 25 ปี เลยทีเดียว เพราะฉะนั้น หากร่างกายมีการผลิตฮอร์โมนนี้มาก จะทำให้เด็กเติบโตสูงสมวัย ไม่แคระแกร็น ช่วยเนื้อเยื่อต่างๆในร่างกายแข็งแรง กล้ามเนื้อแน่น เสริมสร้างภูมิต้านทาน การพัฒนาการด้านสมอง คงความหนุ่มสาวและยังช่วยเสริมสมรรถภาพทางเพศได้อีกด้วย
นอกจาก HGH แล้ว ในต่อมไร้ท่อยังผลิตฮอร์โมนตัวอื่นๆอีกมากมาย ดังนี้
1.ฮอร์โมนเทสโทสเทอโรน (Testosterone Hormone) เป็นฮอร์โมนเพศชายที่ผลิตจากต่อมไฮโปทาลามัส ที่ไปกระตุ้นการสร้างฮอร์โมน จีเอ็น อาร์ เอช เพื่อไปกระตุ้นต่อมลูกหมากให้สร้างฮอร์โมนนี้ขึ้นมา ฮอร์โมนนี้จะมีการหลั่งมากสุดในช่วงเช้า ตี5 ถึง 7โมงเช้า ในเพศชายจะมีการลดลงเมื่อเข้าสู่อายุในช่วง 40-47 ปี จะลดลง 1% ในทุกๆปี ช่วงอายุนี้นั้นเองคือการเข้าสู่วัยทองในเพศชาย ประโยชน์ของฮอร์โมนนี้คือ ช่วยกระตุ้นความต้องการทางเพศ ควบคุมการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อ ผิวหนัง กระดูก เม็ดเลือดและอวัยวะเพศ แม้กระทั่งการเจริญเติบโตของหนวดเครา เส้นผม เสริมการทำงานของสมอง ด้านสติปัญญา ความสามารถในการเข้าใจและการเรียนรู้ HGHมีความเกี่ยวข้องกับการควบคุมฮอร์โมนนี้ จะสังเกตได้ว่า หากเราแก่ลง เมื่อผลิต HGH ได้น้อยลง ทำให้ร่างกายเรื่องเสื่อมสมรรถภาพ ผู้ชายจะเริ่มขาดฮอร์โมนนี้ และอาจพบปัญหาต่อมลูกหมากโตตามมาได้

2. ฮอร์โมนเอสโตรเจน ( Estrogen หรือ Oestrogen) เป็นฮอร์โมนที่มีความสำคัญที่สุดของเพศหญิง ผลิตจากรังไข่ ในเพศชายสามารถผลิตได้จากต่อมลูกหมากเช่นกัน แต่มีปริมาณเล็กน้อยเท่านั้น ฮอร์โมนเอสโตรเจนนี้มีหน้าที่ทำให้ผู้หญิงเป็นผู้หญิง มีเต้านม มีผิวพรรณนุ่มนวล เตรียมพร้อมสำหรับความเป็นเพศแม่ ฮอร์โมนตัวนี้มีผลกับทุกระบบในร่างกาย ช่วยเรื่องการควบคุมสมอง ในผู้หญิงวัยทองหรือสตรีที่มีการหมดประจำเดือนเป็นเวลานานกว่า 1 ปี หรือช่วงอายุ 40-50 ปีขึ้นไป ซึ่งมักจะขาดฮอร์โมนตัวนี้ ทำให้มีอาการร้อนๆ หนาวๆ วูบวาบ ไม่สบายตัว หงุดหงิดง่าย อารมณ์แปรปรวน ดังนั้นเมื่อไปพบแพทย์จึงมักให้รับประทานฮอร์โมนตัวนี้เสริมเพื่อรักษาอาการ วัยทอง นอกจากนี้ฮอร์โมนเอสโตรเจนยังช่วยเรื่องการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อในร่าง กายให้สมบูรณ์ สร้างความชุ่มชื่นให้แก่ช่องคลอดรวมทั้งบำรุงเส้นผมและผิวพรรณ อีกทั้งยังลดปัญหากระดูกพรุนได้อีกด้วย ฮอร์โมนตัวนี้ก็เกี่ยวเนื่องกับระดับ HGH เช่นเดียวกัน หาก HGH ลดต่ำ ก็จะทำให้ฮอร์โมนเอสโตรเจนไม่สมดุล ส่งผลให้เข้าสู่วัยทองอย่างรวดเร็ว และทำให้เกิดปัญหาวัยทองหลายๆด้าน

3.  ฮอร์โมนคอร์ปัส ลูเทียม (Corpus Luteum Hormone) เป็นฮอร์โมนของเพศหญิงที่สำคัญตัวหนึ่ง เนื่องจากฮอร์โมนตัวนี้ช่วยกระตุ้นการเจริญของเยื่อบุชั้นในของมดลูก เมื่อระหว่างที่มีประจำเดือน จะช่วยให้ผนังมดลูกหนาขึ้น ช่วยให้มดลูกเตรียมพร้อมที่จะให้ไข่ที่ปฏิสนธิแล้วฝังตัว พร้อมสำหรับตั้งครรภ์ มดลูกมีการขยายตัวหรือเมื่อตั้งครรภ์แล้วจะกระตุ้นให้เนื้อเยื่อบริเวณหน้า อกขยายใหญ่ขึ้น กระตุ้นให้ต่อมน้ำนมน้ำนมเจริญมากขึ้น จะรู้สึกคัดที่บริเวณเต้านม เต้านมขยายใหญ่ขึ้น ฮอร์โมนตัวนี้ยังช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมในผู้หญิงวัยทองได้ อีกด้วย

4. ฮอร์โมนไทรอยด์ (Thyroid Gland Hormone) ฮอร์โมนไทรอยด์จากต่อมไร้ท่อตัวนี้ หลายคนอาจจะคุ้นชื่ออยู่บ้างกับชื่อโรคไทรอยด์ ต่อมนี้จะอยู่บริเวณหน้ากระดูกคอ อยู่ด้านหน้าของกล่องเสียงติดกับบริเวณคอหอย เป็นต่อมไร้ท่อที่มีขนาดใหญ่ที่สุด มีลักษณะเป็น 2 พูเชื่อมด้วยคอคอดหรืออิสมัส (isthmus) ที่ตรงกลาง ฮอร์โมนตัวนี้สามารถดึงไอโอดีนจากกระแสเลือดให้เจ้าสู่เซลล์ได้ ในเด็กทารกช่วยควบคุมการเจริญเติบโตและการทำงานของสมอง ช่วยควบคุมอวัยวะต่างๆและเนื้อเยื่อเจริญเติบโตและกลไกการเผาผลาญพลังงานของ เซลล์ให้เป็นปกติ หากขาดฮอร์โมนชนิดนี้จะทำให้มีพัฒนาการช้าลง ร่างกายขาดสมดุล อาจอ้วนขึ้น ผิวพรรณและเส้นผมแห้ง ไม่แข็งแรงหรือมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจมากขึ้น

5. เมลาโทนิน (Melatonin) เป็นฮอร์โมนอีกชนิดหนึ่งที่ผลิตมาจากสารเซโรโทนิน (Serotonin) ที่เซลล์ไพเนียล (Pinealocytes) หลั่งมาจากต่อมไพเนียล (Pineal Gland) เป็นส่วนหนึ่งของสมองส่วนกลาง ฮอร์โมนตัวนี้ทำหน้าที่คล้ายยานอนหลับ ทำหน้าที่ช่วยประสานงานกันระบบนาฬิกาชีวภาพของร่างกายเรา ช่วยให้หลับสนิท คนที่ขาดการพักผ่อนมักจะขาดฮอร์โมนตัวนี้ เมื่อสมองได้รับการพักผ่อน จะมีประสิทธิภาพในการทำงาน ลดอาการอ่อนเพลีย อีกทั้งฮอร์โมนตัวนี้สามารถต้านอนุมูลอิสระ ลดความเสื่อมในเซลล์และของเสียจากการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย ในคนที่เดินทางบ่อยๆ ฮอร์โมนตัวนี้จะช่วยลดอาการอ่อนเพลียจากการข้ามช่วงเวลา หรืออาการ Jet lag ได้

6. อินซูลิน (Insulin) เป็นฮอร์โมนชนิดหนึ่งในร่างกาย ผลิตจากเซลล์ตับอ่อน ชนิด ไอซ์เลท ออฟ แลงเกอแฮน (Islets of Langerhans) หรือเบต้าเซลล์ ทำหน้าที่นำน้ำตาลกลูโคสจากในกระแสเลือดเข้าสู่เนื้อเยื่อต่างของร่างกาย เป็นฮอร์โมนที่สำคัญในการควบคุมการเผาผลาญพลังงานและควบคุมน้ำตาลส่วนเกินใน ตับไม่ให้เปลี่ยนเป็นไขมันและสะสมพลังงานในรูปของไกลโคเจน (Glycogen)ที่ตับ หากขาดฮอร์โมนตัวนี้จะทำให้น้ำตาลในเลือดสูงเนื่องจากร่างกายขาดประสิทธิภาพ ในการนำน้ำตาลมาใช้ประโยชน์ได้ ทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน และอาจมีการสลายสารอาหารโปรตีนและไขมันผิดปกติร่วมอีกด้วย ช่วยให้เซลล์ดูดซึมกลูโคสที่เกิดจากการเผาผลาญอาหาร

7. สเตรียรอยด์ (Dehydroepiandrosterone หรือ DHEA) เป็นฮอร์โมนที่มีมากที่สุดจากต่อมหมวกไต จัดเป็ฯกลุ่มฮอร์ดมนที่ช่วยชลอความแก่ได้เช่นกัน ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิต้านทานร่างกายจากการติดเชื้อจากแบคทีเรีย ช่วยควบคุมการทำงานของตับและอวัยวะต่างๆ ปรับสมดุลความดันโลหิตและช่วยสร้างฮอร์โมนเพศ เช่น เอสโตรเจนและเทสโทสเตอโรน ช่วยต้านการเกิดมะเร็งและลดความเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานได้

ฮอร์โมนต่างๆจากต่อมไร้ท่อเหล่านี้ช่วยทำให้ร่างกายเราแข็งแรง ปรับความสมดุล และอีกคุณสมบัติที่ขาดไม่ได้คือ ช่วยในเรื่องการชลอความแก่ได้ด้วย โดยเฉพาะฮอร์โมนที่เด่นในเรื่องนี้ที่สุดคือ HGH นั่นเอง จากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์พบว่า เมื่อคนเรามีอายุมากขึ้น การหลั่งโกรทฮอร์โมน HGH จะลดลง เช่น เมื่อ อายุ 21 ปี ระดับฮอร์โมน HGH จะเริ่มลดลงอย่างต่อเนื่องจนเมื่อย่างเข้าอายุ 40 ปี ระดับของฮอร์โมนนี้จะต่ำลงจนไม่สามารถมีบทบาทในการควบคุมการทำงานของเซลล์ใน ร่างกายส่วนต่างๆ เช่น ผิวหนัง เนื้อเยื่อสมองและอวัยวะสำคัญส่วนอื่นๆ เมื่ออายุ 70 ปี อวัยวะต่างๆในร่างกายจะมีการทำงานที่ลดลงไปอีก ถึง 30% เช่น สมอง ตับ หัวใจ เสื่อมสมรรถภาพไปตามกาลเวลา ทั้งความสามารถในการทำงาน ภูมิต้านทานในการป้องกันตนเองจากเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมภายนอกลดลง การผลิตฮอร์โมนต่างๆ โดยเฉพาะ HGH ลดลงอย่างมา จนเมื่ออายุเข้า 90 ปี อวัยวะบางส่วนเริ่มทำงานไม่ปกติหรือหยุดการทำงาน สมองฝ่อหดเล็กลงเหลือขนาดเท่าเด็กอายุ 3 ปี ระบบประสาทต่างๆเสื่อมลง

จากการวิจัยทดลองพบว่า หากได้รับสารอาหารที่บำรุงการให้สามารถหลั่ง HGH ได้สูงเป็นเวลาติดต่อกันนาน 6 เดือน จะทำให้ร่างกายเราได้รับฮอร์โมน HGH ที่เพียงพอและจะทำให้ร่างกายสามารถซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ต้านทานโรคต่างๆได้ดี คืนความเป็นหนุ่มสาวได้ถึงอย่างน้อย 10 ปีเลยทีเดียว

สัญญาณแห่งความชรา…หาก HGH เริ่มลดลง?

ร่างกายคนเราเริ่มผลิตโกรทฮอร์โมน HGH จากต่อมใต้สมอง ในช่วงอายุต่ำกว่า 20 ปี ได้สูงที่สุดเพื่อให้สัมพันธ์กับการเจริญเติบโตของร่างกาย เมื่ออยู่ในครรภ์มารดา ปริมาณ HGH จะสูงขึ้นมากที่สุด และจะเริ่มลดลงเมื่อเริ่มเข้าสู่วัยเด็กตามลำดับ พอเริ่มเข้าสู่วัยรุ่น ฮอร์โมน HGH จะกลับมามากขึ้นอีกครั้ง ฮอร์โมนนี้จะหลั่งในขณะที่เรานอนหลับ ช่วยกระตุ้นการยืดตัวทำให้สูงขึ้น แต่วัยรุ่นส่วนใหญ่มักจะนอนดึกหรือทานอาหารที่มีประโยชน์น้อย ทำให้การหลั่งฮอร์โมนนี้ไม่ค่อยเพียงพอต่อความต้องการนัก เมื่ออายุ 30 ปีขึ้นไป การหลั่งฮอร์โมน HGH จะลดลง 40 % ของฮอร์โมนที่หลั่งในคนอายุ 20 ปี ในบางรายอาจจะไม่มีการหลั่งฮอร์โมนออกมาเลยก็ได้ เมื่อร่างกายขาดฮอร์โมนนี้ ทำให้เสียความสมดุล การทำงานของอวัยวะต่างๆลดลง อ่อนแอ และทำให้เกิดโรคต่างๆได้ง่าย และที่สำคัญคือ ความชราจะเริ่มตามมานั่นเอง

ความแก่ชราเกิดจากอะไร….

ความชรานั้น นอกจากจะมาจากอายุที่เพิ่มขึ้นแล้ว อาจเกิดจากพฤติกรรมบางอย่างในชีวิตประจำวันที่เป็นตัวเร่งให้เกิดความชรา ขึ้นได้เร็วขึ้น ดังคำกล่าวที่ว่า ทำอะไรย่อมได้อย่างนั้น หรือ กินอะไรย่อมได้อย่างนั้น เป็นต้น จะเห็นได้ว่า สิ่งที่เราทำอยู่ในชีวิตประจำวัน ทั้งการทำงาน การรับประทานอาหาร แม้กระทั่งการนอน ล้วนเป็นสาเหตุของการเกิดความชราทั้งสิ้น บางคนชอบรับประทานแอลกอฮอล์มากเกินไปหรือติดสิ่งเสพติด เช่น การสูบบุหรี่ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ ช่วยเร่งให้ผิวหนังเหี่ยวย่น ดูแก่ก่อนวัยอันสมควรได้ หรือเกิดจากการที่ขาดการออกกำลังกาย ความเครียดจากการทำงาน การใช้ยาที่มากเกินขนาด แม้แต่ปัญหาครอบครัว ทำให้สุขภาพจิตเสีย สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้เกิดความชราเร็วได้ทั้งสิ้น

จะรับมืออย่างไรกับความชราที่เกิดขึ้น..

ความชรานั้น เป็นสิ่งที่เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แต่เราจะรับมือกับความชราได้อย่างไร คนเรามักมีความกลัวการที่ต้องเสียชีวิตจากความชราหรือการเป็นคนแก่ที่โดนทอด ทิ้ง ต้องกลายเป็นคนไร้ค่า เมื่อคนเราเริ่มเข้าสู่วัยชรา สิ่งเหล่านี้มักมาพร้อมกับวัยชราเสมอ นั่นคือความเจ็บป่วย โรคต่างๆมักจะมารุมเร้ามากมาย เช่น โรคกระดูก โรคหัวใจ โรคตับ โรคไต เบาหวาน ความดันโลหิต มะเร็ง ความจำเสื่อม อัลไซเมอร์ เป็นต้น อีกทั้งสิ่งกระตุ้นจากการใช้ชีวิตประจำวันช่วยให้โรคเหล่านี้เกิดได้เร็ว ขึ้นอีกด้วย แต่สิ่งเหล่านี้เราสามารถป้องกันได้ด้วยการเข้าใจในความชราอย่างถูกต้อง ใช้ชีวิตอย่างรอบคอบ ถูกสุขอนามัย ป้องกันตัวตั้งแต่ยังไม่เกิด จะทำให้มีอายุยืนยาวอีกหลายปี ห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บใดๆ คนเรานั้นหลีกหนีความตายไม่ได้ แต่สามารถชะลอความชราและมีความสุขไปกับการชราอย่างมีคุณภาพได้แน่นอน

วิธีชะลอความชรา
ยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ทำให้วิทยาการทางการแพทย์พัฒนามากขึ้น มีการค้นพบการรักษาโรคและตัวยาใหม่ๆเพื่อป้องกันและรักษาโรค รวมถึงการชะลอความแก่ชรา แต่สิ่งที่ดีที่สุดคือการรักษาสุขอนามัยและการใช้ยาเพื่อช่วยบรรเทาและรักษา ควบคู่ไปด้วย เชื่อกันว่า การที่บางคนดูแก่ก่อนวัยอันสมควรหรือดูเด็กกว่าวัยนั้น แสดงว่า บางครั้งหน้าตากับอายุอาจจะไม่ตรงกับความจริงได้ การวิจัยทางวิทยาศาสตร์พบว่า การฟื้นฟูความเป็นหนุ่มเป็นสาวและความชรานั้นสามารถรักษาได้ง่ายกว่าโรค อื่นๆ มีการศึกษามากกว่า 28,000 ชิ้น ถึงผลของ Human Growth Hormone (HGH) หรือโกรทฮอร์โมนที่มีผลช่วยฟื้นฟูความหนุ่มสาวและชะลอความชรา ในการทดลองกับกลุ่มคน โดยให้ใช้ HGH ต่อเนื่องเป็นเวลา 6 เดือน มีการชะลอความชราได้ 10-20 ปีเลยทีเดียว โดยการสังเกตเซลล์เนื้อเยื่อที่มีการสร้างเพิ่มขึ้นใหม่และมีมวลไขมันลดลง จึงสรุปได้ว่า HGH นั้นสามารถช่วยชะลอความชราได้ และมีความปลอดภัยสูงเนื่องจากผ่านการทดสอบและวัดผลทางการแพทย์แล้ว

เมื่อร่างกายเรามีการหลั่ง HGH ลดลง ความชราก็จะเพิ่มมากขึ้น โดยสังเกตจากอาการเริ่มแรก คือ มีผมขาวหรือผมหงอกก่อนวัย พลังงานเริ่มลดน้อยลง สมรรถภาพในการทำงานถดถอย เหนื่อยง่าย ขยับร่างกายไม่กระฉับกระเฉงเหมือนแต่ก่อน มีความเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ไขมันก่อตัวเพิ่มขึ้น กระดูกพรุน เริ่มตรวจพบโรคหัวใจและโรคเกี่ยวกับระบบหลอดเลือดต่างๆ เป็นต้น  แต่อาการเหล่านี้อาจพบได้ในคนวัยหนุ่มสาวที่มีการขาดโกรทฮอร์โมนเช่นกัน เมื่อคนเราอายุมากขึ้น การผลิตโกรทฮอร์โมนหรือ HGH ลดลง ถึง 40% ของคนอายุ 20 ปี โกรทฮอร์โมนนั้นจะผลิตในขณะที่เรานอนหลับ มีการหลั่งในชั่วโมงแรกหลังจากที่หลับสนิท และจะถูกส่งไปยังตับเพื่อเปลี่ยนเป็นสารคล้ายอินซูลิน (Insulin like growth factor-1 หรือ IGH-1) หรือโซมาโตเมดิน (Somatomedin) นำไปใช้ในร่างกายเพื่อเสริมสร้างเนื้อเยื่อนั่นเอง จากการวิจัยจากวารสารทางการแพทย์นิวอิงแลนด์ (New England) พบว่า การทดลองให้คนอายุ 65 ปี แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือได้รับ HGH และไม่ได้รับ HGH ผลคือกลุ่มที่รับ HGH ทำให้ผมที่เคยหงอกลดลง เริ่มกลับมาดกดำขึ้น ในบางรายมีการลดลงของรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าและตามร่างกาย อีกทั้งมีสมรรถภาพทางเพศที่เพิ่มขึ้นด้วย ความเสื่อมจากความชราลดลง ส่วนกลุ่มที่ไม่ได้รับ HGH จะมีความชราตามปกติโดยไม่มีการฟื้นฟูที่ดีขึ้น

มีรายงานจากโรงพยาบาล St.Thomas กรุงลอนดอน พบว่าการให้คนไข้ที่เป็นโรคคุชชิ่งซินโดรม (Cushing’s Syndrome) ที่มีอาการของโรคหัวใจล้มเหลว (Congestive Heart Failure) ที่มีอาการทรุดลงจนต้องเข้ารับการผ่าตัดหัวใจเนื่องจากไม่เคยได้รับการรักษา ใดๆมาก่อน ได้รับ HGH ผลที่ได้คือหัวใจเริ่มกลับมาเต้นเป็นปกติและมีการไหลเวียนของระบบเลือดดี ขึ้น อาการของผู้ป่วยดีขึ้นเรื่อยๆใน 3 เดือนและไม่ต้องเข้ารับการผ่าตัดหัวใจอีก

การค้นพบเหล่านี้ เป็นสิ่งมหัศจรรย์ทางการแพทย์อีกทางหนึ่ง เนื่องจากเกือบทุกรายที่รับการทดลองด้วยการรับ HGH เพิ่ม จะมีร่างกายที่ดีขึ้น มีพลังงานและกล้ามเนื้อที่แข็งแรง มีความกระฉับกระเฉง รู้สึกสดชื่นขึ้นในเพียงสัปดาห์แรกที่ได้รับ HGH และมีการพัฒนาที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องภายใน 6 เดือนต่อมา สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องยืนยันได้ว่า HGH มีความสำคัญในการต้านความชราและโรคภัยไข้เจ็บได้ เนื่องจาก HGH เป็นสารที่ช่วยลดความเสื่อมในร่างกาย ช่วยต่อสู้ความชรา เพราะเมื่อเราอายุมากขึ้น โปรตีนในเซลล์จะมีความเสื่อมเพิ่มมากขึ้น สารอนุมูลอิสระที่เกิดจากการทำงานของเซลล์ ช่วยปกป้องเซลล์โดยการกำจัดสารที่ทำลายโปรตีน จึงช่วยฟื้นฟูร่างกายให้เข้าสู่ภาวะปกติ มีพลังชีวิตและการทำงานของสมองที่เพิ่มขึ้น เร่งสร้างเนื้อเยื่อเพื่อให้คงความเป็นหนุ่มสาวและคงความมีอายุยืนนานไว้

นอกจากนี้ HGH ยังมีความพิเศษอีกมากมาย ดังนี้

HGH กับผลด้านจิตใจ
ฮอร์โมนนี้ช่วยปรับอารมณ์และเสริมความแข็งแกร่งด้านจิตใจ โกรทฮอร์โมนมีส่วนช่วยเพิ่มพลังงาน ทำให้เราหลับได้สนิท เมือตื่นนอนก็สดชื่น พร้อมทำงานในวันรุ่งขึ้น รู้สึกสงบเยือกเย็นลง จากรายงานของ Johannsson พบว่า โกรทฮอร์โมนมีผลต่อสารสื่อประสาท (Neuro-transmitter) เช่น B-Endorphin ซึ่งมีฤทธิ์เป็นสารระงับความปวดที่ดี ลดระดับของโดพามีน (Dopamine) ที่มีผลต่อความุรนแรงของอารมณ์
HGH มีผลคล้ายยาแก้ซึมเศร้า (Anti-depressant) และไม่มีผลข้างเคียง ช่วยลดความเครียด มีสมาธิมากขึ้น ฟื้นฟูความจำและเพิ่มความสามารถในการเรียนรู้ จากการศึกษาของนายแพทย์ Jan Berend Deijiem และกลุ่มวิจัยชาวดัทช์ พบว่าโกรทฮอร์โมนมีผลช่วยในเรื่องความจำ หากขาด HGH ไป จะทำให้มีการด้อยพัฒนาในส่วนของความจำระยะสั้นและระยะยาว ความสามารถของระบบประสาทตาและความสัมพันธ์การทำงานของมือจะแย่ลง ในผู้ป่วย ถ้ามี IGF-1 ลดน้อยลง จะทำให้มีผลต่อการรับรู้และสติปัญญาได้

HGH กับผลทางด้านกล้ามเนื้อ
HGH ช่วยเพิ่มความสามารถทางด้านกล้ามเนื้อ ช่วยเสริมกล้ามเนื้อและเพิ่มความคงทน ในการการออกกำลังกาย ความอึดของร่างกายมีมากขึ้น วารสารทางการแพทย์นิวอิงแลนด์ (New England) มีการศึกษาในคนอายุ 60-80 ปี พบว่า มีการเพิ่มของกล้ามเนื้อ ทั้งปริมาณและความหนาแน่น นายแพทย์ L. Cass Terry กล่าวว่า HGH สามารถลดไขมันได้ภายใน 2 เดือน 88% ของผู้ที่ได้รับ HGH พบว่าช่วยเพิ่มขนาดและความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อ ทำให้ทนทำงานหนักและออกกำลังกายได้นานขึ้นและทนต่อแรงกดดันจากการทำงานได้ดี ผู้สูงอายุ 70 ปีขึ้นไป ที่มีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง ก็มีอาการดีขึ้น จากที่ต้องนั่งรถเข็น หรืออยู่แต่ในบ้าน ก็สามารถออกมาข้างนอกได้มากขึ้น มีการเคลื่อนไหวของข้อต่อดี ป้องกันโรคข้อเสื่อมก่อนวัย ผู้สูงอายุสามารถยืนได้เอง
ในนักกีฬา HGH lมารถช่วยป้องกันอาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อจากการเล่นกีฬาได้ ทั้งยังเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
ในผู้สูงอายุที่มีอาการของโรคความดันโลหิตสูงและกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแอ การได้รับโกรทฮอร์โมนเพิ่มนั้น ช่วยฟื้นฟูและป้องกันโรคต่างๆเหล่านี้ได้อีกด้วย

HGH กับผลด้านสมรรถภาพทางเพศ
ชายสูงอายุ 80 ปี จะประสบปัญหาเรื่องสมรรถภาพทางเพศ ถึง 85% โดยการศึกษาค้นคว้าของ L. Cass Terry และ Edmune Chein โดยศึกษาจากคนไข้ที่มีปัญหาเรื่องสมรรถภาพทางเพศ 1,290 คน พบว่า 2 ใน 3 ของผู้รับการบำบัด เมื่อได้รับ HGH จะมีสมรรถภาพทางเพศเพิ่มขึ้น แสดงว่า HGH มีผลต่อสมรรถภาพทางเพศในทั้งหญิงและชาย

HGH กับผลด้านไขมันและมวลกล้ามเนื้อ
HGH มีผลในการช่วยลดไขมันและช่วยลดน้ำหนัก ช่วยเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ ในบางรายเมื่อได้รับ HGH จะน้ำหนักไม่ลดแต่ไขมันจะถูกขับออกและมีการสร้างมวลกล้ามเนื้อเข้าไปแทนที่ ในปริมาณที่เท่ากัน ทำให้ร่างกายฟิตและเฟิร์มขึ้นกว่าแต่ก่อน HGH ช่วยกำจัดไขมันได้โดยไม่ต้องออกกำลังกาย ถ้ามีการเสริมอาหารที่มีเส้นใยในการควบคุมน้ำหนักเพิ่มด้วย จะช่วยเสริมให้ HGH มีประสิทธิภาพที่ดีขึ้นอย่างมาก

HGH กับผลด้านผิวพรรณและความเรียบเนียนของผิว
HGH ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของผิว ช่วยให้ผิวเรียบเนียนขึ้นเหมือนดังผิวของคนหนุ่มสาว ทั้งยังช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ลดรอยเหี่ยวย่นบนผิวหน้าและตามร่างกาย ลดรอยตีนกา ช่วยฟื้นฟูให้กลับมาหนุ่มสาวได้อีกครั้ง

HGH กับผลด้านกระดูก
HGH มีผลช่วยต้านภาวะกระดูกพรุน เนื่องจาก HGH ช่วยเพิ่มความหนาแน่นของมวลกระดูก ภาสวะกระดูกพรุนนั้น เราควรมีการป้องกันตั้งแน่เนิ่นๆ เพราะเมื่อเราเข้าสู่วัยชรา ภาวะนี้จะมาด้วยตามวัย นายแพทย์ Gudmundur Johansson มีการทดสอบในกลุ่มคนอายุระหว่าง 23-66 ปี พบว่า มีปัญหาขาด GH อย่างมาก แต่หลังจากได้รับ HGH เพิ่มเป็นเวลา 2 ปี พบว่ามีความหนาแน่นของมวลกระดูกที่เพิ่มขึ้น พบที่กระดูกสันหลัง กระดูกเชิงกราน มีแคลเซียมในกระดูกมากขึ้น ลดการแตกหักของกระดูกได้ดี GH จะไปกระตุ้นเซลล์กระดูก ชนิด Osteoblast เพื่อทำการสร้างเซลล์กระดูก อีกทั้งยังช่วยให้วิตามินบี 3 เข้าไปจับแคลเซียมเพื่อให้กระดูกแข็งแรงและป้องกันกระดูกแตกง่ายได้อีกด้วย ความหนาแน่นของมวลกระดูกจะเพิ่มขึ้นได้เหมือนเดิมภายใน 2 ปี และมีผลดีที่เกี่ยวพันกับเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน (Connective tissue) ได้ภายใน 1 สัปดาห์

HGH กับผลด้านการป้องกันโรคหัวใจ
HGH ช่วยกระตุ้นการสูบฉีดเลือดของหัวใจ (Cardiac output) ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรงขึ้น ออกกำลังกายได้มากขึ้น ลดภาวะความดันโลหิตสูง ปรับสมดุลของคอเลสเตอรอล ช่วยบรรเทาอาการของโรคหัวใจ ทำให้มีชีวิตที่ดีขึ้น ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและโรคที่เกี่ยวกับหลอดเลือดได้ วารสารทางการแพทย์ นิวอิงแลนด์ (New England) พบว่ามีการเสียชีวิตจากการวูบหมดสติ (Stroke)  ถึง 1.5 ล้านคน หากเราได้รับ HGH เพิ่มจะช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคนี้ได้มากขึ้น ช่วยลดภาวะความดันโลหิตช่วงล่าง (Diastolic Pressure) ได้ถึง 10% หลังจากได้รับเพียง 6 เดือน
ด้านการทดลองกับสัตว์ พบว่า HGH สามารถช่วยป้องกันอาการเซลล์ตายหลังจากเกิดการวูบหมดสติหรือหัวใจวาย (Stroke) ได้ เมื่อคนเรามีอายุที่มากขึ้น อวัยวะต่างๆในร่างกาย เช่น หัวใจ สมอง จะฝ่อเล็กลงได้ เพราะช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้กล้ามเนื้อส่วนนั้นสามารถกลับคืนสู่สภาพเดิม ได้ เมื่อกล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรง การสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายได้ดี ได้รับพลังงานมากขึ้น มีประสิทธิภาพในการทำงาน ความดันเป็นปกติ เมื่อการเผาผลาญเป็นปกติ การสะสมไขมันในบริเวณหน้าท้องก็จะลดลง ทำให้ระดับคอเลสเตอรอลต่ำ สุขภาพจะค่อยๆดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดใน 1 เดือนแรกและต่อเนื่องไปอีก 6 เดือน จนครบ 2 ปี
การได้รับ HGH นั้น ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการทำงานของหัวใจ จึงลดเปอร์เซ็นต์ความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ หลอดเลือดได้ ระดับโคเลสเตอรอลกลับมาเป็นปกติเพราะไปช่วยลดไขมันเลว (LDL) ลง ช่วยเพิ่มไขมันดี (HLD) ลดความดันช่วงล่าง (Diastolic pressure) ได้ถึง 10% ช่วยให้ความเสี่ยงต่อการเกิดหัวใจวายเฉียบพลันน้อยลง จากการวิจัยในวารสารทางการแพทย์นิวอิงแลนด์ (New England) โดยการทดสอบกับผู้ป่วยโรคหัวใจ 7 ราย พบว่ามีการเพิ่มออกซิเจนให้กับหัวใจ ทำให้ผนังกล้ามเนื้อหนาขึ้นในหัวใจห้องด้านซ้าย (Left Ventricular Wall) สิ่งเหล่านี้ทำให้หัวใจสามารถสูบฉีดเลือดได้ดีขึ้น ผู้ป่วยมีการออกกำลังกายได้มากกว่าก่อนและมีสุขภาพชีวิตที่ดีขึ้นมาก

HGH กับผลด้านการทำงานของปอด
จากที่กล่าวมาข้างต้นนั้น การได้รับ HGH เพิ่มทำให้มีประสิทธิภาพในด้านพลังงานของร่างกายมากขึ้น ทำงานได้มากขึ้น เนื่องจากปอดสามารถทำงานได้ดีขึ้นด้วยนั่นเอง HGH ช่วยเพิ่มอัตราการสูบฉีดเลือดของหัวใจ มีการวิจับจาก David Clemmons หัวหน้าแผนกต่อมไร้ท่อแห่งมหาวิทยาลัย แพทย์ North Carolina พบว่าการเพิ่ม HGH ให้กับผู้ป่วยที่มีปัญหาทางด้านการทำงานของปอด ภายใน 3 สัปดาห์ พบว่ามีอาการดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด การหายใจดีขึ้น อาการเหนื่อยหอบลดลง ในการวิจัยกับผู้ป่วยที่เป็นโรคถุงลมโป่งพอง พบว่ามีผลที่ดีเช่นกัน

HGH กับผลด้านการเพิ่มพลังงาน
HGH ช่วยลดอาการซึมเศร้าได้ดีกว่ายาแผนปัจจุบัน เพราะเมื่อสภาพอารมณ์ทางด้านจิตใจดีขึ้น พลังงานในการทำงานก็จะเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย ผู้สูงอายุมักจะมี HGH ลดลง ทำให้ประสิทธิภาพของอวัยวะต่างๆในร่างกายเสื่อมถอย ส่งผลต่อการทำงาน เมื่อรับ HGH จะช่วยป้องกันเซลล์ที่ได้รับบาดเจ็บ ช่วยเพิ่มออกซิเจนให้แก่เซลล์ ฟื้นฟูอวัยวะที่เสื่อมถอยไปตามกาลเวลาและมีผลทางด้านจิตใจอีกด้วย Dr. Bengtsson ทดสอบกับผู้ป่วยหลังพบว่าได้ผลดี ลดอาการอ่อนเพลียจากใช้ HGH เพียงไม่กี่วันเท่านั้น และมีอาการดีขึ้นภายใน 6 เดือน

HGH กับผลด้านการฟื้นฟูระบบภูมิต้านทานร่างกาย
เมื่อระบบภูมิต้านทานในร่างกายดีขึ้น จะสามารถป้องกันโรคต่างๆที่จะเข้ามาในร่างกายได้ โดยเฉพาะผู้สูงอายุ 80 ปีขึ้นไป ที่ร่างกายสร้างภูมิต้านทานได้น้อยมากหรืออาจจะไม่มีภูมิต้านทานแล้วก็ตาม สามารถกลับมามีภูมิต้านทานเทียบกับคนอายุ 20 ปีได้ โดย HGH จะไปซ่อมแซมระบบภูมิต้านทาน ปรับสมดุล DHA ช่วยให้หลั่งสารอินซูลินที่มาจากต่อมไร้ท่อในร่างกายเพื่อกระตุ้นการทำงาน ของอวัยวะต่างๆ ปรับสมดุลชีวเคมีในสมอง ช่วยป้องกันเชื้อโรค เชื้อฉวยโอกาสต่างๆ เพิ่มระดับของ IGF-1 ในร่างกาย ผู้ที่มี HGH ต่ำ มีผลกระทบต่อภูมิต้านทานในร่างกาย ทำให้ไม่สบาย ผิวหนังเหี่ยวย่นแก่ก่อนวัยอันสมควร เมื่อสุขภาพไม่ดีอายุก็จะไม่ยืนยาว การเพิ่มการหลั่ง HGH ให้สูงขึ้น ผิวพรรณจะกลับมาสดใสภายในไม่กี่สัปดาห์ ช่วยชะลอความชราได้ สุขภาพดีขึ้น มีพลังในการใช้ชีวิต เมื่อระบบภูมิต้านทานในร่างกายดีขึ้น การควบคุมการทำงานของอวัยวะภายในร่างกายจะกลับสู่ภาวะปกติ ทั้งสมอง ตับ หัวใจ กระดูก เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ช่วยทำให้มีอายุที่ยืนยาวได้อีกนาน

HGH กับผลด้านการมองเห็น
ผู้สูงอายุมักมีปัญหาทางด้านสายตาควบคู่กัน เพราะร่างกายเสื่อมสภาพลงรวมไปถึงเลนส์สายตา ที่ขาดความยืดหยุ่น ผู้สูงอายุ 80 ปี จะมีสายตาที่เสื่อมถอยลงกว่าคนอายุ 20 ปี ถึง 3 เท่า เมื่อร่างกายได้รับ HGH จะทำให้สายตาดีขึ้น มีการมองเห็นที่ชัดเจนขึ้นภายใน 1 เดือนและดีขึ้นเรื่อยใน 6 เดือนต่อมา

HGH กับผลด้านการนอนหลับ
ร่างกายจะสามารถหลั่งสารโกรทฮอร์โมน (Growth Hormone) ได้เองในช่วงที่เรานอนหลับ แต่คนที่มีปัญหาทางด้านการนอนไม่หลับ เป็นโรคนอนไม่หลับหรือต้องอดนอนบ่อยๆ ร่างกายจะไม่สามารถผลิตฮอร์โมนนี้เพื่อซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอในช่วงเวลานั้น ได้ เมื่อตื่นนอนก็ไม่สดชื่น กระทบต่อการทำงานในวันรุ่งขึ้น การได้รับ HGH เพิ่มเติมนั้น ช่วยให้หลับได้ง่ายขึ้น ร่างกายก็จะผลิตโกรทฮอร์โมนเพื่อทำให้ร่างกายแข็งแรงได้

HGH กับผลด้านการความจำ
ผู้สูงอายุจะมีปัญหาทางด้านความจำ หลงๆลืมๆ ความจำเสื่อมรวมไปถึงการเป็นอัลไซเมอร์ Dr. Jan Berend Deijen และคณะนักวิทยาศาสตร์ชาวดัทช์ พบว่าผู้ที่มี HGH ต่ำกว่าปกตินั้น จะสูญเสียความทรงจำในระยะสั้น ความสัมพันธ์ระหว่างตาและมือลดลง รวมไปถึงการมีผลต่อความจำระยะยาวอีกด้วย IQ ก็จะต่ำลง การเสริม HGH เข้าไปนั้น ทำให้ผู้ป่วยมีอาการตื่นตัวมากขึ้น กระตือรือร้น มีการจดจำที่ดี อาการหลงๆลืมๆน้อยลง มีสมาธิดีขึ้น สามารถโต้ตอบต่อสิ่งเร้าได้เร็วขึ้น ความทรงจำฟื้นกลับมาปกติ
ในการวิจัยที่มหาวิทยาลัย Aukland ประเทศนิวซีแลนด์ เรื่องการเสริมโกรทฮอร์โมนให้เด็ก พบว่าเด็กมีพัฒนาการดีขึ้น IQ สูงขึ้น การเรียนรู้ รัยรู้ได้ดี ผลการเรียนดีขึ้น  และมีผลช่วยลดอาการเซลล์สมองตาย โดยเฉพาะสมองส่วนด้านความจำ ความคิดวิเคราะห์ได้ ในผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม เช่น พาร์กินสัน อัลไซเมอร์ กล้ามเนื้อสมองฝ่อลีบ ระบบประสาทมาเลี้ยงอวัยวะต่างๆได้ไม่ดี (Multiple sclerosis) เมื่อได้รับ HGH ช่วยให้ลดการสูญเสียของเซลล์ต่างๆในร่างกาย สมองทำงานได้ดีขึ้น กลับคืนสู่ความเป็นหนุ่มสาวได้อีกครั้ง

HGH กับผลด้านเร่งการหายของบาดแผล
Dr. Ronald Klatz ค้นพบว่า HGH ช่วยให้การหายของบาดแผลเร็วขึ้น เพราะไปช่วยกระตุ้นกระตุ้นให้มีการสังเคราะห์คอลลาเจน ซึ่งเป็นสารที่ช่วยฟื้นฟูบาดแผล สร้างเนื้อเยื่อให้ประสานกัน เนื้อเยื่อจะแข็งแรงขึ้น ผิวหนังยืดหยุ่นได้ดีช่วยทำให้บาดแผลหายเร็วขึ้น อีกทั้งฟื้นฟูการยึดติดของกระดุกในผู้ป่วยกระดูกหัก ในผู้ป่วยบาดแผลจากไฟไหม้ขั้นรุนแรงและแผลจากการผ่าตัด ได้ผลดี แผลหายเร็วขึ้น ผู้ป่วยที่ได้รับการฟื้นฟูกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติเร็วขึ้น

HGH ทำให้อายุยืนยาว
เมื่อร่างกายมีระดับ HGH ที่สูงขึ้น จะช่วยยืดอายุให้ยืนยาวได้ จากการทดลองในสัตว์ นักวิทยาศาสตร์ Dr. Khanasri และ Gustad แห่งมหาวิทยาลัย North Dakota State พบว่าการได้รับ HGH เพิ่มช่วยป้องกันการเกิดเชื้อโรคแปลกปลอมทำให้ร่างกายไม่เสื่อมสภาพง่าย ระบบภูมิต้านทานดี มีอายุที่ยืนยาวขึ้น

HGH ทำงานอย่างไร มีประโยชน์อย่างไรบ้าง?
1.ช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น ช่วยเร่งสร้างเนื้อเยื่อเพื่อมาสมานแผล
2.ช่วยเพิ่มสารเคมีในต่อมน้ำเหลือง ปรับสมดุลให้ดีขึ้น
3. เพิ่มขีดความสามารถของต่อมไร้ท่อ กระตุ้นการล้างสารพิษในร่างกาย ต่อต้านเชื้อไวรัส ขจัดสารพิษในร่างกายได้
4. ควบคุมการทำงานของต่อมไร้ท่อต่างๆ ปรับสมดุลทางด้านอารมณ์ ช่วยให้กระตือรือร้น กระฉับกระเฉง
5. เพิ่มกล้ามเนื้อ ทำให้ร่างกายแข็งแรง เพิ่มประสิทธิภาพในการออกกำลังกาย ช่วยลดไขมัน เพิ่มไขมันดี ลดไขมันเลว ลดระดับโคเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์
6. เสริมสร้างการทำงานของหัวใจให้แข็งแรง กระตุ้นให้สร้างผนังหัวใจด้านซ้าย (Left Ventricular Wall) ให้หนาขึ้น กระสูบฉีดเลือดได้ดี
7. เสริมระบบภูมิต้านทานในร่างกาย ช่วยให้ T-Cell leucocyte และ interferon แข็งแรง ต่อต้านเชื้อไวรัสและเชื้อโรคต่างๆจากภายนอก ห่างไกลความเจ็บป่วย สุขภาพแข็งแรงขึ้น
8. เสริมการทำงานของตับและตับอ่อน ต่อต้านเชื้อไวรัสตับอักเสบบีได้
9. เพิ่มการทำงานของสมอง ทั้งด้านความจำ การเรียนรู้ ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ ลดอาการความจำเสื่อม
10. ช่วยเรื่องการนอนหลับ มีผลในการควบคุมประสาทส่วนกลาง ปรับสมดุลสมองเพื่อจัดลำดับเซลล์และสารเคมีในสมอง ลดความตึงเครียด ผ่อนคลายความกังวล ทำให้หลับได้สบายแล้วยาวนาน
11. ช่วยคืนความหนุ่มสาวให้แก่ผู้สูงวัย ลดรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าและตามร่างกาย ฟื้นฟูสภาพผิวหน้า กระตุ้นการทำงานของเซลล์ผิวหนัง การสร้างเซลล์ผิวใหม่ ปรับสมดุล เพิ่มน้ำและความชุ่มชื้นให้แก่ผิว ลดรอยตีนกา ทำให้ผิวหนังไม่หย่อนยานหรือเกิดริ้วรอยน้อยลง
12. ช่วยเรื่องปัญหาหัวล้านหรือการเกิดผมผงอก เพราะจะไปช่วยกระตุ้นการหลั่งสารเคมีจากต่อมใต้สมอง ช่วยเพิ่มเอนไซม์ที่กระตุ้นการสร้างเม็ดสีของเส้นผมและกระตุ้นรูขุมขนให้งอก ผมใหม่ออกมา
13. ช่วยเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ เสริมอารมณ์ ปรับการทำงานของต่อมต่างๆในร่างกาย ช่วยให้หลอดเลือดขยายตัวและเพิ่มฮอร์โมนเพศ อีกทั้งมีกำลังมากขึ้นด้วย

จะเห็นได้ว่า ประโยชน์และผลของโกรทฮอร์โมน HGH (Human Growth hormones) หรือฮอร์โมนแห่งการเจริญวัยนั้นมากมาย หากมีการเพิ่มฮอร์โมนตัวนี้ลงไป จะทำให้ผู้สูงอายุกลับมาเป็นหนุ่มสาวได้อีกครั้ง ไม่เพียงแต่ผู้สูงอายุเท่านั้น ในทั้งเด็ก วัยรุ่นและผู้ใหญ่ ก็ควรได้รับฮอร์โมนตัวนี้เพิ่มเช่นกัน เพื่อพัฒนาและเสริมสร้างส่วนต่างๆ ปรับสมดุลระบบในร่างกายให้คงที่ รับมือกับการทำงานในชีวิตประจำวันได้ดี ช่วยให้มีสุขอนามัยที่สมบูรณ์ มีชีวิตทียืนยาวได้อีกนาน

 

วันศุกร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2557

สุดยอดอาหารต้านโรค น้ำมันมะพร้าว+กระเทียม

สุดยอดอาหารต้านโรค น้ำมันมะพร้าว+กระเทียม





คือการนำน้ำมันมะพร้าวแบบสกัดเย็น (COLD PRESS) มาทานรวมกับกระเทียม จะเป็นกระเทียมสดหรือกระเทียมแคปซูลก็ได้


ประโยชน์                                                              


 - กระตุ้นและเพิ่มภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย หยุดยั้งไวรัสและแบคทีเรียต่างๆได้ เช่น หวัด โรคกระเพาะ อาหารเป็นพิษ


 - ช่วยเลือดไหลเวียนดี ละลายลิ่มเลือด ลดความดัน


 - บำรุงตับ สามารถรักษาโรคตับแข็ง ไวรัสตับอักเสบ A,B,C และลดความเป็นพิษต่อตับของเห็ดมีพิษได้


 - ป้องกันและบรรเทาปัญหาแทรกซ้อนของโรคเบาหวาน


 - ป้องกันโรคต้อกระจก และโรคตาต่างๆ


 - ป้องกันโรคหัวใจ


 - โรคเส้นโลหิตในสมองแตก


 - เพิ่มการทำงานของวิตามิน C และ E, กลูตาไธโอนและ Q10 และสามารถหมุนเวียนกลับมาใช้ได้อีก  


 - สามารถปิดสวิทซ์ของรหัสพันธุกรรมที่เร่งขบวนการชราภาพและปิดสวิทซ์การเกิดโรคมะเร็งได้


 - ล้างและกำจัดสารพิษในร่างกายได้ดี


 - ลดความอ้วน

 
ชาว เอเชียรวมทั้งรุ่นปู่ย่าของเราล้วนใช้กันมานานแล้ว และ 40 ปีที่แล้ว นักวิจัยชาวเยอรมันได้แยกส่วนสำคัญ 2 อย่างออกมา ตั้งชื่อสารอาหารนี้ใหม่ว่ากรดอัลฟ่าไลโปอิก (ALPHA LIPOIC) เป็น SUPER ANTIOXIDANT หรือ UNIVERSAL ANTIOXIDANT คือสารต่อต้านอนุมูลอิสระครอบจักรวาลเพื่อใช้รักษาโรคปลายประสาทอักเสบจาก เบาหวาน อาหารไม่ย่อย และให้เป็นอาหารสำหรับเด็กทารกที่มีปัญหาเรื่องระบบการย่อย
ปัจจุบันมีการค้นคว้าเพิ่มเติมมากมายของคุณสมบัติสุดยอดสาร ANTIOXIDANT ที่มีสรรพคุณดังนี้ 
 
สาระ สำคัญ 2 อย่างที่ว่ามี กรดไขมันขนาดกลาง C8 กรดคาปริลิก (CAPRILIC ACID ) และกำมะถัน (SULFUR) 2 โมเลกุล ปัจจุบันทางบริษัทผู้ผลิตแจ้งว่าสกัดมาจาก บล็อกโคลี, ผักโขม, เนื้อวัว


 -  แต่น้ำมันมะพร้าวเป็นน้ำมันชนิดเดียวในโลกที่มีกรดไขมันขนาดกลางสูงสุดถึง 63% ประกอบด้วย C8 กรดคาปริลิก,C10 กรดคาปริก, C12 กรดลอริก กรดไขมันทั้ง 3 ตัวทำงานคล้ายกันและส่งเสริมการทำงานซึ่งกันและกัน เราจึงนำมาใช้งานร่วมกันได้ ไม่ต้องแยกใช้


 -  กระเทียมมีสารประกอบกำมะถันสูงมาก และยังมีสารสำคัญอีก 30 กว่าชนิด


ถ้าเรานำน้ำมันมะพร้าว + กระเทียม สิ่งที่เราได้จากธรรมชาติ ไม่ต้องหาซื้ออาหารเสริมอย่างกรดอัลฟ่าไลโปอิก (1 ขวดมี 60 เม็ด ราคา 2,000 กว่าบาท) โดยนำน้ำมันมะพร้าวและกระเทียมทานเป็นประจำเหมือนรุ่นปู่ย่าเราในสมัยก่อน ช่วยทำให้ร่างกายเราแข็งแรงขึ้นอีกมาก และหาได้ง่ายๆในสังคมของเรา ไม่ต้องหาซื้อจากต่างประเทศ ต้องขอบคุณนักค้นคว้าที่ได้และวิจัยถึง คุณสมบัติอันสุดยอดของสารอาหารนี้ ทำให้เราตระหนักและได้นำความเป็นธรรมชาติที่มีอยู่นำกลับมาใช้อีกครั้งหนึ่ง
 
วิธีใช้
   1.น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นไม่ผ่านความร้อน(ปราศจากการแต่งกลิ่นสังเคราะห์) 1 ช้อนโต๊ะ      
   2.กระเทียมสด 3-5 กลีบเล็ก หรือ กระเทียมแคปซูล 2-3 แคปซูล
       
 - ทานก่อนอาหาร ครึ่งชั่วโมงช่วยลดความอ้วน หรือ 


 - ทานพร้อมอาหารหรือหลังอาหาร เพิ่มมวลกล้ามเนื้อ 


 - ทาน 2-3 มื้อ
 
อัลฟ่าไลโปอิคแอซิด : แอนติออกซิแดนท์ทุกเหตุการณ์


โดย : Sherry  A.Rogers,M.D.
 
มนุษย์ มีชีวิตอยู่ได้ก็ด้วยปฏิกิริยาเคมีต่างๆหลายพันชนิดที่เกิดขึ้นในแต่ละ วินาทีในปฏิกิริยาเหล่านี้ เราได้ยักย้ายถ่ายเทอีเลคตรอนไปมาเพื่อเปลี่ยนแปลงอาหารให้กลายเป็นพลังงาน สำหรับระบบร่างกาย ขับของเสีย และขจัดสารพิษที่เกิดจากสารเคมีที่รับประทานหรือหายใจเข้าไป  การถ่ายเทอีเลคตรอนมีลักษณะเหมือนเล่นเก้าอี้ดนตรี คือมักจะมีอีเล็คตรอน เหลือตกค้างที่ไม่มีที่อยู่ในโมเลกุลใดๆอยู่ด้วย

 
อีเล คตรอนโดดเดี่ยว (orphan electrons) เหล่านี้มีชื่อเรียกว่าฟรีแร็คดิคัล จะทำทุกอย่างเพื่อหาที่อยู่ของตัวเองให้ได้ มันจะทะลวงเข้าไปที่เยื่อบุเซลหรือเอนไซม์เพื่อที่จะเข้าไปอยู่ใน โมเลกุล และนั่นก็ทำให้เกิดความเสียหายขึ้นกับเนื้อเยื่อและเอนไซม์ การที่ อีเลคตรอนไปทำลายเนื้อเยื่อทำให้เกิดปฏิกิริยาเปอร์ออกซิเดชั่นของไขมัน เนื่องจากเนื้อเยื่อประกอบขึ้นจากไขมัน ทำให้เกิดรูในส่วนที่ถูกออกซิได ซ์ แล้วทำให้การทำงานของเนื้อเยื่อลดลงทำให้เซลตายเร็วกว่าเวลาอันควรทำให้ ขาดสารอาหาร และไปทำให้เกิดความเครียดต่อระบบร่างกายได้หลายๆทาง

ฟรีแร็ค ดิคูลหรืออนุมูลอิสระเป็นต้นเหตุของการเป็นโรคหลายอย่างและชราภาพ ดังนั้น เราจะได้เปรียบขึ้นหากพยามทำให้เกิดน้อยที่สุด มีฟรีแร็ดดิคัลอยู่หลายชนิด แต่ละชนิดมีหน้าที่ต่างกันและต้องใช้สารแอนติ ออกซิแดนท์ที่ต่างกันออกไปเพื่อขจัดพิษและควบคุมมัน เช่น


  - แร็ดดิคัลเดี่ยวของออกซิเจนเป็นฟรี แร็ดดิคัลที่สามารถจัดการได้ด้วย บีท่าแคโรทีน


  - แร็ดดิคัลของเปอร์ออกซิล (peroxyl radical) สามารถจัดการได้ด้วย วิตามิน อี


  - แร็ดดิคัลของไฮดร็อกซิล (hydroxyl radical) กำจัดได้ด้วยกลูตาไธโอน


  - ออกซิลแร็ดดิคัล (oxyl radical) ด้วยโคคิว 10


สารแอนติออกซิแดนท์อื่นๆอย่างเช่นไวตามินซี สามารถขับไล่พิษจากโลหะหนักซึ่งจะไปทำให้เกิดฟรีแร็ดดิคัลในภายหลังได้ ไวตามิน ซี ยังสามารถทำให้ไวตามีน อี นำกลับมาใช้ได้ใหม่อีกครั้งเมื่อไวตามิน อี ทำการกำจัดเปอร์ออกซิลแร็คดิคัล ตัวมันเองก็จะสูญเสียอีเลคตรอนและไม่สามารถกำจัดฟรีแร็ดดิคัลได้อีกต่อไป ไวตามีน ซี จะเป็นตัวให้อีเลคตรอนที่ขาดนี้และทำให้ไวตามิน อี สามารถกลับมาทำงานได้อีก


แต่ถ้ามีสารแอนติออกซิแดนท์ชนิดหนึ่งซึ่งสามารถจัดการกับฟรีแร็ดดิคัลใน รูปแบบต่างๆได้จะเกิดอะไรขึ้น สารอาหารอย่างเดียวอาจทำงานทั้งหมดนี้ได้และยังอาจทำงานบางอย่างที่สารแอนติ ออกซิแดนท์ตัวอื่นๆไม่สามารถทำได้อีกด้วย นั้นคือทำให้สารอาหารที่สำคัญๆกลับคืนสภาพมาใช้งานกำจัดพิษได้ใหม่อีก ครั้ง แล้วสารนี้เรียกว่าไลโปอิคแอซิด จากงานวิจัยระบุว่ามันอาจจะไม่เพียง แต่ยังช่วยทำให้ไวตามินอี กลับมาใช้งานได้ใหม่เท่านั้นแต่ยังรวมไปถึง กลูตาไธโอน,ไวตามินซี,โคคิว10, และเอนไซม์สำหรับกระบวนการเมตาโบลิซึ่มอื่นๆ ด้วย
 
ร่างกายเราใช้ไลโปอิคแอซิดสำหรับเมตาโบลิซึ่มในเซล เนื่องจากเป็น กรดไขมันที่มีความยาวขนาดกลาง (medium-Chain fatty acid) ทำให้ร่างกายดูดซึมได้ง่าย เมื่ออยู่ในเซลไลโปอิคแอซิดจะถูก reduce (ซึ่งเป็นปฏิกิริยาเคมีชนิดหนึ่ง ที่สามารถถ่ายทอดพลังแก่คนอื่น) ทำให้เป็นไดโฮโดรไลไปอิคแอซิด ซึ่งเป็นสารแอนติออกซิแดนท์ที่ทรงประสิทธิภาพ ในการทำลายพวกซุปเปอร์ออกไซด์ไฮโดรเปอร์ออกซิล และไฮดร็อกซิลแร็ดดิคัลทั้ง หลาย เมื่อตัวมันให้อีเลคตรอนเพื่อไปทำให้แอนติออกซิแดนท์อื่นๆใช้การได้อีก ครั้ง ตัวเองก็ยิ่งกลับทรงพลังมากยิ่งขึ้นไปอีกโดยยังไปสามารถกำจัดฟรีแร็ค ดิคัลได้อีกทั้งๆที่ตัวเองอยู่ในรูป reduced form (คือให้อีเลคตรอนแก่คนอื่นไปแล้ว-ผู้แปล) แล้วซึ่งเป็นสิ่งที่สารอื่นทำไม่ได้

 
ร่างกาย สร้างไลไปอิคแอซิดขึ้นมาได้ แต่ก็ไม่ได้ใกล้เคียงกับปริมาณที่เราจะเอาไปใช้ ได้เลยเมื่อคิดถึงว่าในร่างกายมีปฏิกิริยาเคมีอยู่มากมายเท่าใดที่ต้อง จัดการนอกเหนือไปจากเป็นสารแอนติออกซิแดนท์สารพัดประโยชน์และช่วยทำให้สาร แอนติออกซิแดนท์อื่นกลับมาใช้งานได้อีกครั้ง แล้วไลโปอิคแอซิดยังเป็นตัวต่อต้านการเพิ่มจำนวนของไวรัสเอชไอวี  และยังช่วยเพิ่มแอนติบอดี้เพื่อต่อต้านกับไวรัสเอชไอวีอีกด้วย
 
ไลโปอิค แอซิดยังช่วยลดความเสียหายซึ่งทำให้เกิดโรค arteriosclerosis (ผนังหลอดเลือดแดงหนาและสูญเสียความยืดหยุ่น ) ซึ่งกระบวนการที่ชื่อว่า กลัยโคซิเลชั่น (glycosylation) โดยไลโปอิคแอซิด ช่วยให้ปฏิกิริยานี้เกิดสภาพเป็นกลาง ทำให้การเกิดผนังหลอดเลือดหนาและแข็งนี้เกิดช้าลง ทั้งนี้ยังรวมไปถึงอาการข้างเคียงอื่นที่เกิดจากผนังหลอดเลือดหนาแข็งในผู้ ป่วยเบาหวาน ซึ่งได้แก่โรคหัวใจ, อาการข้างเคียงจากระบบประสาท,ต้อกระจก,เรติน่าอักเสบจากเบาหวาน,และตาบ อด,และอื่นๆอีกมากมาย

 
การ ศึกษาต่างๆยังระบุว่า ไลโปอิคช่วยป้องกันตับจากการทำลายของสารเคมี และจากสารอัลดีไฮด์ ซึ่งอย่างหนึ่งเกิดจากเชื้อรา Candida ที่ไปทำให้เกิด “หมอกในสมอง” และอาการอื่นๆอีกมากโดยการผลิตอัลดีไฮด์ส่วนเกินออกมา อัลดีไฮด์เป็นสารที่เกิดขึ้นในร่างกายระหว่างการแยกสลายสารแปลกปลอม และตัว เองจะกลายเป็นพิษหากเกิดคอขวดขึ้นโดยเกิดปฏิกิริยาเปลี่ยนเป็นสารอื่นไม่ทัน ทำให้เกิดการสะสมขึ้นอัลดีไฮด์ทำให้หลอดเลือดหนาแข็งตัว,แก่ชรา,ผลด้านลบที่ มีต่อพิษสุราเรื้อรัง และโรคทั้งหมดที่เกิดจากเอนไซม์ที่ถูกทำลายกับเนื้อ เยื่อที่ต้องทำงานเกี่ยวข้อง ซึ่งไลโปอิคแอซิดอาจช่วยป้องกันความเสียหายที่ เกิดจากอัลดีไฮด์เหล่านี้ได้

 
ไลโปอิค แอซิดยังยับยั้งหรือชะลอการเป็นพิษในระบบประสาทหรือความเสียหายของประสาท หรือความเสียหายของประสาทจากสารเคมีที่สูดดมเข้าไป จึงเป็นสารอาหารสำคัญสำหรับผู้ที่ไวต่อสารเคมีและไม่สามารถจัดการกับสารเคมี เหล่านั้นได้ดีเท่ากับผู้อื่น ไลโปอิคแอซิดยังอาจช่วยป้องกันการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมซึ่งก่อให้เกิด มะเร็งได้ด้วย

 
แม้ว่า ยังต้องการการวิจัยเพิ่มเติม แต่การศึกษาเกี่ยวกับไลโปอิคแอซิดในปัจจุบันก็ให้ผลที่น่าเชื่อถือผู้เขียน (Sherry A. Rigers, M.D.) ยังไม่สามารถนึกถึงสารอาหารอื่นที่ให้ผลดีได้เท่านี้และดูเหมือนจะไม่มีผล ข้างเคียงแต่อย่างใด ปริมาณที่แนะนำขึ้นอยู่กับระดับของสารอาหารอื่นและความ ต้องการปริมาณเริ่มต้นที่ดีอยู่ระหว่าง 50 ถึง 100 ม.ก. วันละ 2 ถึง 3 ครั้ง แต่ไลโปอิคแอซิดก็เหมือนกับอาหารเสริมอื่น คือ ควรมีความสมดุลกับโปรแกรมโภชนาการ โดยรวมทั้งหมดโดยขอคำแนะนำได้จากผู้เชี่ยวชาญ
 


    แปลและเรียบเรียงจากเรื่อง : Lipoic Acid: All-in-One  Antioxidant


     โดย : Sherry A. Rogers, M.D.


    วารสาร : Let’s Live  ฉบับประจำเดือนพฤศจิกายน  1996
พอ.นพ. ดำรง เชี่ยวศิลป์  ที่ปรึกษาอาวุโสสภากาชาดไทย


    ผู้แปล : ฉัตรตระกูล  เจียจันทร์พงษ์, M.P.H. (อาหารและสุขภาพฉบับที่ 97)
 
กรดอัลฟ่าไลโปอิคแอซิดมีโครงสร้างประกอบด้วย


   - กรดไขมันขนาดกลาง  CAPRYLIC:8


   - กำมะถัน
 
น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ (VIRGIN COCONUT) ประกอบด้วย


   - วิตามินอีโทโคไทรอีนอล (TOCOTRIENOL) ซึ่งมีอนุภาพสูงกว่าวิตามินอีโทโคเฟอร อล (TOCOPHEROL) ถึง 40 – 60 เท่า มีหน้าที่ปกป้องอนุมูลอิสระ


   - กรดไขมันขนาดกลาง (MEDIUMCHAIN FATTY ACID)


        -  CAPROIC   :  6   0.4%


        -  CAPRYLIC : 8   7.3%


        -  CAPRIC : 10   6.6%


        -  LAURIC : 12   48%
 
ประโยชน์กรดไขมันขนาดกลาง 6 -12 โมเลกุล


มีหน้าที่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันและสามารถทำลายเชื้อโรค ทั้งแบคทีเรีย เชื้อรา ยีสต์ โปรโตซัวและไวรัส  กรดไขมันขนาดกลางจะช่วยส่งเสริมการทำงานซึ่งกันและกัน

 
กระเทียม


มีสารประกอบกำมะถันมากได้แก่ ALLIN, METHYLCYSTEINE SULFOXIDE และ R-GUUTAMYL-S-TRANS-L-PROPENY CYSTEINNE และมีสารสำคัญอื่นอีก 33 ชนิด

 
ประโยชน์ของกระเทียม


   1.ป้องกันโรคหัวใจ ลดการอุดตันของเส้นเลือด ลดคอเลสเตอรอล เพิ่มการไหลเวียนของเลือด
   2.ฟอกเลือดโดยขับสารพิษออกจากเลือด ทำความสะอาด และทำให้เลือดไหลเวียนดี ลดความดันเลือด
   3.ลดความหนืดของหลอดเลือด ละลายลิ่มเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุของอัมพฤกษ์และอัมพาตได้


   4.ป้องกันโรคมะเร็งในต่อมลูกหมากถึง 50%, ลดความเสี่ยงจากมะเร็งโรคกระเพาะอาหาร, ลำไส้ใหญ่, เต้านม


   5.เสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกายและยังมีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อโรค ไวรัส และเชื้อราอีกด้วย 


   6.มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระอย่างแรง และโรคเสื่อมต่างๆ
   7.ปรับระดับน้ำตาลในเลือดให้ปกติ ลดไตรกลีเซอไรด์และคอเลสเตอรอล 


   8.ป้องกันระบบทางเดินหายใจเช่น หวัด น้ำมูกไหล 


   9.เป็นยาอายุวัฒนะ บำรุงสุขภาพ
 
ใน สูตรอาหารทั้วโลกเราจะเห็นว่าได้ใช้น้ำมันมะพร้าว (กรดไขมันขนาดกลาง 6 - 12 โมเลกุลและวิตามินอี ) กระเทียม(กำมะถัน) มาประกอบอาหารเป็นเวลาหลายร้อยปี สุขภาพของคนในสมัยก่อนนั้นแข็งแรง ส่วนโรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นในยุคปัจจุบัน เช่นโรคมะเร็ง หัวใจ อ้วน เบาหวาน อัลไซเมอร์ โรคต่อมธัยรอยด์ ฯลฯ เป็นกันมากขึ้นในยุคปัจจุบัน  เพราะการละเลยสิ่งที่อยู่ตามธรรมชาติ ไปใช้สารสังเคราะห์ สารเคมี ผ่านกระบวนการต่างๆ  พลังและแร่ธาตุสารอาหารต่างๆ น้อยลงหรือหมดไป กลับได้สิ่งที่มีพิษเข้าไปแทน

 
ถึงเวลา ที่เราควรกลับมาใช้สารทรงพลังที่อยู่ในธรรมชาติ  เช่นมะพร้าว  กระเทียม ผัก ผลไม้ปลอดสารพิษ ไข่ไก่ เนื้อสัตว์ต่างๆ ที่เลี้ยงแบบธรรมชาติ ความสมดุล ความแข็งแรง มีอนามัยจะกลับมาสู่เราอีกครั้งด้วยวิธีธรรมชาติ

บทความมหัศจรรย์กลิ่นบำบัด

บทความมหัศจรรย์กลิ่นบำบัด
หลักการของอโรมาเธอราพีหรือกลิ่นบำบัด คือ มนุษย์มีประสาทรับกลิ่นอยู่ในโพรงจมูก เมื่อกลิ่นต่างๆ ผ่านเข้ามาประสาทรับกลิ่นจะส่งสัญญาณไปสู่สมองส่วนควบคุมอารมณ์และความทรงจำ ในขณะที่อากาศจะผ่านไปยังปอดและเข้าสู่กระแสเลือดไปตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย

หากหายใจเอาอากาศที่ไม่บริสุทธิ์ เช่น ไอเสียรถยนตร์หรือควันบุหรี่ เข้าไป จะทำให้สารพิษที่ปนอยู่ในอากาศเสียนั้นตกค้างอยู่ในระบบทางเดินหายใจ และมีผลกระทบต่อระบบประสาท ทั้งยังทำให้ อารมณ์และความทรงจำแปรปรวนไปด้วย ประสาทรับกลิ่นก็เช่นเดียวกันที่ได้รับผลกระทบจากกลิ่นเสียของมลพิษและสาร เคมีอันตราย หรือกลิ่นดีที่มาจากธรรมชาติ

ด้วยเหตุนี้จึงได้มีการค้นคว้าวิจัยน้ำมันหอมระเหยที่ถูกสกัดจากพืชสมุนไพร หลากหลายชนิดเพื่อหาคุณสมบัติที่เหมาะสมสำหรับนำมาบำบัดรักษาโรคต่างๆ ซึ่งบางชนิดก็สามารถกำจัดแบคทีเรียได้ บางชนิดก็ช่วยแก้ภูมิแพ้ หรือช่วยกระชับผิวให้เต่งตึง ส่วนกลิ่นนั้นมีความสามารถในการผ่อนคลายความเครียดและทำให้จิตใจสงบหรือ รู้สึกกระปรี้กระเปร่า

สำหรับน้ำมันหอมระเหยที่ใช้ในการบำบัดแบบอโรมาเธอราพี จะต้องมีความบริสุทธิ์สูง ซึ่งความบริสุทธิ์ของน้ำมันจะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยตั้งแต่ ภูมิอากาศของสถานที่ปลูก, วิธีการปลูก, การดูแลรักษาปจนถึงการเก็บเกี่ยวและกระบวนการสกัดเอาน้ำมันหอมระเหย

วิธีการนำน้ำมันหอมระเหยมาใช้เองก็มีหลายวิธี ทั้งการนวด, อาบ, ประคบ, การสูดดม, สูดไอน้ำ, การเผาอบห้องรวมถึงการผสมกับเครื่องหอมน้ำมันหอมและเครื่องสำอาง ซึ่งแต่ละวิธีต่างมีความเหมาะสมในการใช้แตกต่างกัน

โดยการนวด เป็นวิธีนิยมและได้ผลดีที่สุดวิธีหนึ่ง เพราะสรรพคุณของน้ำมันหอมระเหยหลายชนิดจะสามารถช่วยบำบัดรักษาโรคได้เมื่อยา จะซึมผ่านผิวหนังจากการนวด ส่วนกลิ่นหอมจะช่วยให้ประสาทสัมผัสรับกลิ่นปรับอารมณ์ให้ รู้สึกสบายขึ้นไปพร้อมๆ กัน

อโรมาเธอราพีหอมบำบัดโรคอีกวิธีที่ได้รับความนิยมในวงกว้างคือ การสูดดม ซึ่งเป็นการใช้กลิ่นหอมจากน้ำมันหอมระเหยอย่างเดียวโดยไม่มีการสัมผัสทางผิว หนัง การสูดดมกลิ่นหอมนั้นสามารถทำได้ 2 วิธีคือ ใส่น้ำมันหอมระเหย 2-3 หยด ในชามที่เตรียมน้ำอุ่นไว้แล้วก้มลงสูดดมสัก 2-3 นาที หรือหยดน้ำมันหอมระเหย 1-2 หยด ในผ้าเช็ดหน้าแล้วสูดดม อย่างไรก็ตามควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำมันหอมระเหยโดยตรง

นอกจากนี้ยังมีวิธีที่คล้ายกันคือ การสูดไอน้ำเนื่องจากน้ำมันระเหยบางชนิดสามารถฆ่าเชื้อโรคได้เมื่อสูดดมไอ น้ำของน้ำมันหอมระเหยจะช่วยกำจัดเชื้อโรคในระบบทางเดินหายใจ โดยให้หยดน้ำมันหอมระเหย 2-4 หยด ลงในชามขนาดใหญ่ ซึ่งผสมน้ำร้อนไว้ จากนั้นใช้ผ้าคลุมและก้มหน้าลงเข้าไปอังและสูดไอน้ำร้อนผสมน้ำมันหอมระเหย พร้อมพักเป็นระยะๆ อนึ่งวิธีนี้ไม่เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาเรื่องผิวบางและไม่เหมาะกับผู้ที่เป็น โรคหอบหืด

 ค้นหาร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ จากกลิ่นบำบัดในกลิ่น

น้ำมันหอมระเหยชนิดต่าง ๆ สามารถออกฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทและส่งผลไปยังความรู้สึก ลักษณะทางเคมีของน้ำมันหอมระเหยเปรียบเหมือนกุญแจใจในการไขไปสู่ภายในโดย ผ่านทางจมูก กลิ่นหอมของอโรมาเทอราปี Aromatherapy สามารถส่งไปตามระบบต่าง ๆ โดยเฉพาะในส่วนที่เก็บความรู้สึกและอารมณ์ไว้ในระบบที่แตกเป็นแขนงในร่างกาย แล้วจะปล่อยไปสู่ระบบของส่วนที่มีผลกระทบต่อประสาท การสูดดมน้ำมันหอมระเหยค่าง ๆ จะช่วยปรับสภาพอารมณ์ให้อยู่ในสภาวะคงที่และยังส่งผลต่อการรักษาส่วนต่าง ๆ ทีเกี่ยวกับร่างกายโดยเฉพาะช่วยลดความเครียด

ไม่เพียงแค่น้ำมันหอมระเหยกลิ่นต่าง ๆ สามารถช่วยผ่อนคลายด้านจิตใจแล้วยังช่วยทางด้านร่างกายอีกด้วยน้ำมันหอม ระเหยยังสามารถซึมเข้าทางผิวหนังได้ โดยมันจะส่งไปยังต่อมของเส้นขนโดยเดินทางผ่านตามเซลล์ต่าง ๆ และไปยังต่อมไขมัน น้ำมันหอมยังสามารถทำให้ผิวหนังสะอาดและสดชื่นตลอดเวลา

ประโยชน์ที่ได้รับจากกลิ่นของน้ำมันหอมระเหยของแต่ละกลิ่นนั้น ผสมผสานเข้ากันได้เป็นอย่างดีเมื่อใช้กับสูตรต่างๆ เปรียบเหมือนกับการสวดอ้อนวอนหรือการขอพรบางประการ อีกทั้งยังสามารถช่วยในเรื่องของความรู้สึกนึกคิด ซึ่งสามารถที่จะทำให้สมองมีความคิดสร้างสรรค์

อโรมาเทอราปี (Aromatherapy) เป็นทั้งการสำรวจ คิดค้นความสร้างสรรค์ และความรู้เชิงเทคนิคในแง่ปฏิบัติ การสร้างสรรค์มาจากการเข้าใจคุณลักษณะของ น้ำมันหอมระเหย ( Essential Oils ) และจินตนาการว่ากลิ่นที่มีความแตกต่างกัน สามารถผสมผสานกลิ่นแปลกใหม่ได้อย่างไร ในแง่วิทยาศาสตร์ส่วนประกอบน้ำมันหอมทางเคมีเหล่านี้ยังมีปฏิกิริยาต่อร่าง กาย จิตใจ และจิตวิญญาณอีกด้วย

"ด้านจิตใจ"

ตัวอย่างหนึ่งของการใช้น้ำมันหอมระเหยที่สามารถลดความเครียดได้เป็นอย่างดี คือการหยดน้ำมันหอมระเหยคาโมไมล์ (Chamomile) ลงบนผ้าเช็ดหน้า 2-5 หยด และสูดดมเป็นประจำ เป็นเพราะว่าน้ำมันนี้ระเหยง่ายในสภาพแวดล้อมต่าง ๆ

นอกจากนั้ยังสามารถใช้ตะเกียง ซึ่งมีลักษณะส่วนบนเป็นถ้วยเซรามิคเล็ก ๆ ให้เติมน้ำมันหอมระเหยต่างๆ ผสมกับน้ำ และลนด้านล่างของถ้วยนั้นด้วยเทียนหรือหลอดไฟ เพื่อให้น้ำมันหอมระเหยออกมา

จาการทดลองใช้น้ำมันหอมระเหยในบริเวณที่นั่งรอของคนไข้พบว่า ช่วยให้คนไข้มีความกระชุ่มกระชวย สดชื่น และเมื่อจุดไว้ในสำนักงาน ยังจะช่วยลดอาการง่วงซึมจากอาหารกลางวันได้อีกด้วย ทำให้มีพลังในการทำงาน ซึ่งส่วนมากจะใช้น้ำมันหอมระเหยกลิ่น Pepermint และกลิ่นมะนาว

"ด้านร่างกาย"

น้ำมันหอมระเหย สามารถใช้รักษาโรคด้วยวิธีการนวดได้ โดยการนำไปผสมในลูกประคบและผสมในการใช้ในการอบไอน้ำที่บริเวณใบหน้าและผสมใน น้ำที่แช่ไว้สำหรับอาบ แต่น้ำมันหอมระเหยควรจะมีการทำให้เจือจางก่อนที่จะใช้ อีกทั้งน้ำมันหอมที่สกัดได้มาจากผัก เช่น น้ำมันหอมระเหยที่สะกัดจากเมล็ด Almond และ Jojoba สามารถประยุกต์ในการแช่น้ำไว้อาบและรักษาสุขภาพ โดยผสมให้เจือจางประมาณ 2-3% จะช่วยลดความตึงเครียดในแต่ละวันได้เป็นอย่างดี

น้ำมันหอมนอกจากจะช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดของร่างกายและจิตใจได้แล้ว น้ำมันหอมระเหยยังมีประโยชน์ต่อผิวหนังอีกด้วย เพราะผิวหนังเป็นส่วนที่มีความสลับซับซ้อนและไวต่อความรู้สึก ผิวหนังยังเปรียบเสมือนเครื่องควบคุมระบบภายในนั้นเองและยังป้องกันตัวเรา จากสิ่งอันตรายภายนอกและมลพิษต่าง ๆ หลายคนมีปัญหาเกี่ยวกับผิวหนังอุดตัน เราอาจใช้น้ำมันกลิ่น Lavender ปรับสภาพความมันของผิวและขจัดสิ่งสกปรกที่อุดตันรูขุมขนออกไป และยังสามารถช่วยบรรเทาและปรับสภาพผิวแห้งกลับมาชุ่มชื่น ซึ่งผิวแห้งเกิดจาการขาด Sebum (สารไขมันที่ขับออกจากต่อมผิวหนัง) มากกว่าปกติ อาจเกิดจากการใช้ ครีมบำรุงผิวที่มีค่าต่ำกว่ามาตรฐาน ผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับผิวหนัง แต่สามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ด้วยน้ำมันหอมระเหย

"ด้านจิตวิญญาณ"

ส่วนน้ำมันที่ได้จากกำยานนั้นได้ถูกนำมาใช้ตั้งแต่อดีตกาล ชวยในการทำงานของความสัมพันธ์ระหว่างระบบภายในและภายนอก รวมทั้งกลิ่นหอมที่ได้จากขี้ผึ้งซึ่งแพร่กระจายตรงไปยังปอด สามารถกระตุ้นระบบของการทำงานต่างๆ รวมทั้งระบบการหายใจด้วย

น้ำมันหอมเป็นสิ่งที่มีค่ามากและให้ผลทางด้านบวกต่อการทำงานในแต่ละระบบใน ตัวเรา การบำบัดทางกลิ่นนั้นยังสามารถนำเข้ามาใช้กับทางวิทยาศาสตร์คือ สามารถกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในชีวิตบนพื้นฐานของความสวยความงาม และมีผลถึงความซับซ้อนต่างๆ ของระบบ

บางกรณีก็ยังสามารถผลักดันให้เรานึกถึงเหตุการณ์และการมีชีวิตที่สดใสในวัย เด้ก และในอดีตได้อย่างแม่นยำ รวมถึงความไวต่อการรับกลิ่นนั้น ถือได้ว่าไม่ใช่เป็นความสามารถเฉพาะบุคคล มันยังเป็นสิ่งซึ่งเกี่ยวกับธรรมชาติที่เรียกได้ว่า "สิ่งที่สามารถยอมรับได้" เช่น ชนเผ่าหนึ่งในสมัยดึกดำบรรพ์ที่เกาะนิวกินี เมื่อเวลาที่พวกเขาต้องลาจากกัน พวกเขาจะปฏิบัติโดยการที่เอามือไปประสานไว้ที่ใต้รักแร้ของกันและกัน จากนั้นก็จะถูและสูดดมกลิ่นซึ่งกันและกัน

แต่ทางตรงกันข้ามในกาลสมัยหนึ่งของญี่ปุ่น บุคคลใดมีกลิ่นตัวแรงถือว่าเป็นบุคคลที่ขาดคุณสมบัติบางประการ จึงไม่มีสิทธิ์ที่จะเข้ารับการคัดเลือกการเกณฑ์ทหาร

ในปัจจุบันน้ำมันหอมระเหยมีอยู่ตามท้องตลาดมากมายหลากชนิด ความลับและมนต์เสน่ห์ของน้ำมันหอมระเหยเหล่านี้ หากเราทำความเข้าใจเรียนรู้สรรพคุณอย่างลึกซึ้งแล้ว ก็จะนำไปสุ่การใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีคุณค่า

วันพุธที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2557

อาหารไทย 22 ตำรับ สู้มะเร็ง

อาหารไทย 22 ตำรับ สู้มะเร็ง

 

อาหารไทย ถือว่ามีลักษณะโดดเด่นเป็นพิเศษ เนื่องจากประเทศไทยเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ มีอาหารตามธรรมชาติที่มีลักษณะพิเศษตามภูมิอากาศ และภูมิประเทศที่หลากหลายตลอดทั้งปี จึงมีวัตถุดิบที่หลากหลายใช้ในการประกอบอาหารไทย รวมทั้งคนไทยมีศิลปะอยู่ในสายเลือด รูปลักษณ์ของอาหารจึงน่ากิน

อาหารไทย อาหารสุขภาพ

นอก จากความอร่อยแล้วอาหารไทยยังถือว่าเป็นอาหารสุขภาพ ส่วนประกอบต่างๆ ล้วนแต่มีประโยชน์ต่อร่างกายทั้งสิ้น เลยไม่น่าแปลกใจที่อาหารไทยโด่งดังไปทั่วโลก

อาหารไทยส่วนใหญ่เป็น อาหารที่มีไขมันต่ำ มีเส้นใยหรือกากอาหารสูง ส่วนประกอบอาหารไทยที่เป็นสมุนไพรมีคุณสมบัติเป็นยา ดังนั้นอาหารไทยจึงเป็นอาหารที่เหมาะสมในการส่งเสริมสุขภาพ

World Cancer Research Fund ซึ่งเป็นองค์กรในสหราชอาณาจักร ได้แนะนำว่าอาหารที่คนในสหราชอาณาจักรควรเลือกกินเมื่อไปกินอาหารนอกบ้านคือ อาหารจาก 4 ประเทศได้แก่ อาหารจีน อาหารอินเดีย อาหารอิตาลี และอาหารไทย เพราะจัดเป็นอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ
เอกลักษณ์ของอาหารไทย
สมุนไพร ไทยในอาหารไทยเป็นตัวอย่างที่บ่งบอกถึงเอกลักษณ์ของอาหารไทย วัฒนธรรมหรือภูมิปัญญาของคนไทย สมุนไพรเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ ซึ่งหมายรวมทั้งพืชผักต่างๆ เครื่องปรุง เครื่องเทศ

เครื่องเทศนอก จากใช้ในการแต่งกลิ่น รส และเพิ่มสีสันของอาหารแล้ว ยังใช้ดับกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์ ซึ่งภูมิปัญญานี้พิจารณาได้อีกประการหนึ่งว่า เนื่องจากไทยเป็นกลุ่มประเทศที่เรียกว่าอินโดจีน จึงมีวัฒนธรรมอาหารที่อยู่ระหว่างกึ่งกลาง ไม่แขกเกินไป หรือจีนเกินไป จึงเป็นอีกทางเลือกของผู้นิยมกินอาหารทางสายกลาง

รูปแบบวัฒนธรรมการ กินของคนไทยนั้น เป็นการกินข้าวร่วมกับอาหารที่เป็นกับข้าว ในแต่ละมื้อจึงมีความหลากหลายของชนิดอาหาร ที่นอกจากให้รสชาติที่หลากหลายแล้ว ยังให้สารอาหารที่ครบหมวดหมู่ เนื่องจากความหลากหลายของพืช ผัก สมุนไพรที่มีทั้งรูปแบบที่ผ่านการปรุงให้สุก และการกินแบบสด และยังมีเนื้อสัตว์ที่ใช้เป็นส่วนประกอบในอาหารร่วมสำรับ

สมดุลของอาหารอันหลากหลาย
จาก สภาพสังคมในปัจจุบันที่มีความเร่งรีบและการรับวัฒนธรรมจากชาติตะวันตก ทำให้คนไทยหันไปนิยมกินอาหารประเภทเร่งด่วนหรืออาหารจานเดียวแบบฝรั่ง ซึ่งเป็นอาหารที่มีสัดส่วนของแป้ง ไขมันหรือเนื้อสัตว์สูง ทำให้สมดุลของอาหารเสียไป จึงเป็นสาเหตุให้คนไทยในสังคมเมืองมีปัญหาภาวะโภชนาการเกินหรืออ้วน อันเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่สำคัญหลายโรค เช่น มะเร็ง โรคหัวใจต่างๆ ซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพได้

ในขณะที่อาหารไทยส่วนใหญ่มีความสมดุลทางด้านโภชนาการมาก เช่น ข้าวกับน้ำพริกกะปิ โดย องค์ประกอบของน้ำพริกกะปิจะมีพริกเพิ่มรสชาติเผ็ดร้อนให้เจริญอาหารแล้วยัง ให้วิตามินซี นอกจากนี้ในน้ำพริกมีกระเทียม ซึ่งมีสารต้านมะเร็งต่างๆมากมาย มีกะปิที่ให้แคลเซียม กินน้ำพริกจิ้มด้วยผักนึ่ง ลวก หรืออาจเป็นผักสดก็ได้ เสิร์ฟพร้อมกับข้าวอีกสักอย่าง เช่น ปลาทูทอด แกงเลียง หรือไข่ทอดชะอม เป็นต้น จะให้คุณค่าทางด้านอาหารครบถ้วนตามที่ร่างกายต้องการ

ชนิดของกับข้าว ไทยนั้นมีความหลากหลายจึงทำให้สามารถสับเปลี่ยนหมุนเวียนรายการอาหารได้มาก นอกจากนี้ยังกินพืชสมุนไพรหลากหลายชนิดร่วมกับอาหารอย่างสม่ำเสมอ นิยมกินผลไม้เป็นอาหารว่างแตกต่างกันไปตามฤดูกาล อาหารไทยในแต่ละมื้อจึงถือได้ว่าเป็นอาหารที่มีครบทั้ง 5 หมู่ ให้สารอาหารครบถ้วนอีกทั้งปริมาณอาหารแต่ละชนิดนั้นก็ไม่มากจนทำให้เสี่ยง ต่อการได้รับสารอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งจนมากเกินไป

ข้าว
เป็น อาหารหลักของคนไทยที่ให้สารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตซึ่งให้พลังงานแก่ร่าง กายและถ้าเป็นข้าวกล้องจะอุดมด้วยวิตามิน แร่ธาตุและเส้นใยอาหาร จึงมีประโยชน์มากกว่าข้าวชนิดอื่น

ปลาทู
และไข่ทอดให้ โปรตีนแก่ร่างกายและมีราคาที่ไม่แพงเหมือนเนื้อสัตว์อื่น ทั้งยังเป็นโปรตีนที่มีคุณภาพและย่อยง่ายอีกด้วย น้ำมันที่ติดมากับการทอดปลาทู หรือไข่นั้นก็เพียงพอกับความต้องการของร่างกายใน 1 มื้อแล้ว

วิตามินและเกลือแร่ได้จากผักต่างๆ ที่เป็นเครื่องเคียง เช่น ฟักทองนึ่ง หรือยอดผักตำลึงลวกซึ่งมีวิตามินเอ และวิตามินซีรวมทั้งยังมีธาตุเหล็กสูง

ส่วนแกงเลียงมี องค์ประกอบของผักต่างๆ มากมายที่ให้พลังงาน โปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต และแร่ธาตุ เช่น ธาตุเหล็ก แคลเซียม ที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย

การ โขลกเนื้อสัตว์ เช่น กุ้งแห้ง หรือปลากรอบที่ตำรวมทั้งก้างกับเครื่องแกงนั้น จะทำให้ได้รับปริมาณแคลเซียมมากขึ้นและเป็นแคลเซียมที่อยู่ในรูปแบบที่ร่าง กายสามารถดูดซึมได้ดี

เส้นใยอาหารที่อยู่ในผักมีประโยชน์ช่วยให้ ระบบขับถ่ายเป็นปกติ แล้วยังช่วยในการกำจัดสารพิษที่อยู่ภายในลำไส้ ส่วนการกินผลไม้หลังกินอาหาร เช่น ส้ม สับปะรด ฝรั่ง มะละกอ หรือแตงโม เป็นต้น ทำให้ได้รับสารอาหารครบหมวดหมู่มากขึ้น

การทำอาหารไทยนั้น ต้องมีความพิถีพิถันในการเลือกสรรวัตถุดิบและเครื่องปรุงเพื่อให้ได้วัตถุ ดิบที่สดใหม่ ซึ่งจะช่วยให้อาหารมีทั้งสีสัน กลิ่น และรสชาติที่หอมชวนกินมากยิ่งขึ้น

ชนิดของอาหารไทย แบ่งได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ ๆ คือ
ประเภทที่ 1 อาหารที่กินพร้อมกับข้าว ได้แก่ ประเภทแกง (ทั้งที่มีและไม่มีส่วนผสมของ กะทิ) ประเภทยำและพล่า ประเภทน้ำพริกและเครื่องจิ้ม และประเภทผัด
ประเภทที่ 2 อาหารจานเดียว ได้แก่ ข้าวราดแกง ข้าวผัด ขนมจีนน้ำยาต่างๆ ก๋วยเตี๋ยวผัด เช่น ผัดไทย ก๋วยเตี๋ยวผัดซีอิ๊ว ก๋วยเตี๋ยวราดหน้า เป็นต้น
ประเภทที่ 3 ของว่างและขนมหวาน ได้แก่ สาคูไส้หมู ข้าวเกรียบปากหม้อ เมี่ยงคำ ข้าวเหนียวมูน กับมะม่วง ข้าวต้มมัด ขนมถั่วแปบ ขนมชั้น ขนมหม้อแกง กล้วยบวชชี เป็นต้น

อาหารสู้มะเร็ง 22 ตำรับ
การ ใช้สมุนไพรและเครื่องเทศเป็นส่วนผสมที่สำคัญ และเป็นเอกลักษณ์สำคัญอย่างหนึ่งของอาหารไทย จึงเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปว่าอาหารไทยนั้นมีประโยชน์ต่อสุขภาพ และอาจช่วยลดหรือบรรเทาภาวะโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่อาจเกิดเนื่องจากความ เสื่อมได้ อันเป็นผลเนื่องจากสารพฤกษเคมี ที่มีอยู่ในพืช ผัก สมุนไพร และเครื่องเทศ มีประโยชน์อย่างมากต่อสุขภาพ เช่น สารต้านอนุมูลอิสระ สารประกอบโพลีฟีนอล สารต้านการเกิดมะเร็ง ต้านการอักเสบ เป็นต้น

ฝ่าย พิษวิทยาทางอาหารและโภชนาการ สถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ทำการวิจัยเพื่อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ว่า อาหารไทยมีองค์ประกอบที่สามารถลดฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ ที่เป็นขั้นตอนสำคัญของการเกิดมะเร็งหลายชนิด โดยทดลองในแบบจำลองที่มีสภาวะคล้ายกระเพาะอาหาร ทั้งนี้ได้ทดสอบอาหารไทยทั้งหมดจำนวน 22 ตำรับ การวิจัยนี้ได้รับทุนสนับสนุนจากสภาวิจัยแห่งชาติ

ประเภทแกงหรือต้ม ได้แก่ แกงเลียง แกงส้มผักรวม แกงจืดตำลึง แกงจืดวุ้นเส้น แกงเผ็ดเป็ดย่าง แกงเขียวหวานไก่ ต้มยำกุ้ง และต้มยำเห็ด
ประเภทผัด ได้แก่ ผัดคะน้าน้ำมันหอย ผัดผักรวมน้ำมันหอย และผัดกะเพรากุ้งใส่ถั่วฝักยาว
ประเภทยำหรือพล่า ได้แก่ ยำวุ้นเส้น และส้มตำไทย
ประเภทเครื่องจิ้มหรือน้ำพริก ได้แก่ เต้าเจี้ยวหลน น้ำพริกกุ้งสด และน้ำพริกลงเรือ
ประเภทอื่นๆ ได้แก่ ไก่ทอดสมุนไพร ไก่ผัดเม็ดมะม่วง ไข่เจียวหอมหัวใหญ่มะเขือเทศ ฉู่ฉี่ปลาทับทิม ทอดมันปลากราย และห่อหมกปลาช่อนใบยอ

จาก การทดสอบที่ใช้เชื้อแบคทีเรีย Salmonella typhimurium สายพันธุ์ TA98 และTA100 เป็นตัวชี้วัด พบว่าสารสกัดจากอาหารไทยแต่ละตำรับ สามารถลดฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ที่เกิดจากสารเคมี (ที่เป็นตัวแทนสารพิษที่ได้จากการกินเนื้อสัตว์ปิ้ง ย่าง รมควัน และสารเคมีที่ได้จากการต้มตุ๋นเนื้อวัวหรือปลาเป็นเวลานาน) ซึ่งผสมปนกับเกลือดินประสิวชนิดไนไทรต์ (เนื่องจากดินประสิวชนิดไนไทรต์นิยมเติมลงในอาหารเนื้อหมัก เช่น ไส้กรอก แฮม เบคอน หรือแหนม กุนเชียง เพื่อยับยั้งการเกิดพิษในอาหารเนื้อหมักจากแบคทีเรีย Clostridium botulinum) ในสภาวะแวดล้อมเป็นกรดคล้ายอาหารกำลังถูกย่อยในกระเพาะได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้คงเป็นเพราะองค์ประกอบของอาหารไทยเมื่อถูกปล่อยออกมา ระหว่างการย่อยในกระเพาะอาหารมีฤทธิ์ต้านการก่อกลายพันธุ์ของสารพิษที่อยู่ ในอาหารต่างๆ ที่กินเข้าไป

ในการหาฤทธิ์ต้านการก่อกลายพันธุ์ที่ เกิดจากสารเคมี ที่เป็นตัวแทนสารพิษที่ได้จากการกินอาหารประเภทเนื้อสัตว์ที่ปรุงด้วยวิธี ปิ้ง ย่าง รมควัน ทำปฏิกิริยากับไนไทรต์ พบว่า

1. ให้ผลต้านการก่อกลายพันธุ์ในระดับสูง
ได้แก่ สารสกัดของฉู่ฉี่ปลาทับทิม ไก่ทอดสมุนไพร ไข่เจียวหอมใหญ่มะเขือเทศ ไก่ผัดเม็ดมะม่วง ผัดคะน้า น้ำมันหอย ผัดผักรวมน้ำมันหอย ผัดกะเพรากุ้งใส่ถั่วฝักยาว และทอดมันปลากราย (ให้ผลตามลำดับ)
2. ให้ผลต้านการก่อกลายพันธุ์ในระดับปานกลาง ได้แก่ แกงเขียวหวานไก่ น้ำพริกลงเรือ แกงเผ็ดเป็ดย่าง เต้าเจี้ยวหลน ยำวุ้นเส้น แกงเลียง ห่อหมกปลาช่อนใบยอ น้ำพริกกุ้งสด และต้มยำกุ้ง (ให้ผลตามลำดับ)
3. ให้ผลต้านการก่อกลายพันธุ์ในระดับต่ำ ได้แก่ แกงจืดวุ้นเส้น แกงจืดตำลึง ส้มตำไทย ต้มยำเห็ด และแกงส้มผักรวม (ให้ผลตามลำดับ)

นอก จากนี้ การศึกษาขั้นที่ 2 นักวิจัยของสถาบันวิจัยโภชนาการยังพบอีกว่า องค์ประกอบของอาหารไทย สามารถยับยั้งการเกิดสารพิษในสภาวะคล้ายกระเพาะอาหารของคนได้ ซึ่งเป็นสารพิษที่ก่อปัญหาเกี่ยวกับมะเร็งกระเพาะอาหารของชาวเอเชียในลำดับ ต้น

สารพิษที่เกิดในกระเพาะอาหารนั้น นักวิทยาศาสตร์พิสูจน์แล้วว่า เกิดจากการทำปฏิกิริยาจากเกลือไนไทรต์ที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากผลิตภัณฑ์อาหาร เนื้อหมักต่างๆ เช่น ไส้กรอก หมูแฮม เบคอน หรือแม้แต่แหนมที่เติมไนไทรต์

ดัง นั้นการค้นพบว่าองค์ประกอบในอาหารไทยสามารถยับยั้งการเกิดสารพิษกลุ่มนี้ได้ ก็เป็นผลประโยชน์กำลังสองที่ได้จากการกินอาหารไทย ซึ่งถ้าชาวต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มที่นิยมกินอาหารมีไนไทรต์เป็นองค์ประกอบคงสนใจกินอาหารไทย เพิ่มขึ้น

ตัวอย่างอาหารสู้มะเร็ง

♦ สำหรับ การยับยั้งการเกิดสารก่อกลายพันธุ์ของสารเคมีที่เป็นตัวแทนสารพิษที่ได้จาก การกินเนื้อสัตว์ ปิ้ง ย่าง รมควัน ระหว่างทำปฏิกิริยากับไนไทรต์ พบว่า
1. ให้ผลยับยั้งการเกิดสารก่อกลายพันธุ์ในระดับสูง ได้แก่ สารสกัดผัดคะน้าน้ำมันหอย (ให้ผลดีที่สุด) รองลงมาคือ ไก่ทอดสมุนไพร ทอดมันปลากราย แกงเลียง ไข่เจียวหอมใหญ่มะเขือเทศ ผัดกะเพรากุ้งใส่ถั่วฝักยาว แกงเผ็ดเป็ดย่าง แกงจืดตำลึง ไก่ผัดเม็ดมะม่วง ส้มตำไทย และผัดผักรวมน้ำมันหอย (ตามลำดับ)
2. ให้ผลยับยั้งการเกิดสารก่อกลายพันธุ์ในระดับปานกลาง ได้แก่ ฉู่ฉี่ปลาทับทิม น้ำพริกลงเรือ ห่อหมกปลาช่อนใบยอ แกงจืดวุ้นเส้น แกงเขียวหวานไก่ แกงส้มผักรวม และต้มยำเห็ด (ตามลำดับ)
3. ให้ผลยับยั้งการเกิดสารก่อกลายพันธุ์ในระดับต่ำ ได้แก่ เต้าเจี้ยวหลน น้ำพริกกุ้งสด ต้มยำกุ้ง และยำวุ้นเส้น (ตามลำดับ)

♦ การ ยับยั้งการเกิดสารก่อกลายพันธุ์ของสารเคมีที่เป็นตัวแทนสารพิษที่ได้จากการ ต้มตุ๋นเนื้อวัวเป็นเวลานานระหว่างทำปฏิกิริยากับไนไทรต์
พบว่า
ให้ ผลยับยั้งการเกิดสารก่อกลายพันธุ์ในระดับต่ำนั้น สารสกัดของส้มตำไทยให้ผลดีที่สุดรองลงมาได้แก่ ยำวุ้นเส้น แกงเลียง ไก่ผัดเม็ดมะม่วง แกงเผ็ดเป็ดย่าง แกงเขียวหวานไก่ ทอดมันปลากราย ต้มยำกุ้ง แกงส้มผักรวม และผัดผักรวมน้ำมันหอย (ตามลำดับ)

ส่วนแกงจืดวุ้น เส้น แกงจืดตำลึง เต้าเจี้ยวหลน ไก่ทอดสมุนไพร น้ำพริกกุ้งสด น้ำพริกลงเรือ ฉู่ฉี่ปลาทับทิม ไข่เจียวหอมใหญ่มะเขือเทศ ผัดคะน้าน้ำมันหอย ผัดกะเพรากุ้งใส่ถั่วฝักยาว ต้มยำเห็ด และห่อหมกปลาช่อนใบยอ (แสดงฤทธิ์เพิ่มการเกิดสารก่อกลายพันธุ์ ตามลำดับ)
การยับยั้งการเกิดสารก่อกลายพันธุ์ของสารเคมีที่เป็นตัวแทนสารพิษที่ได้จากการต้มตุ๋นปลาเป็น เวลานาน ระหว่างทำปฏิกิริยากับไนไทรต์ พบว่า สารสกัดของส้มตำไทย (ให้ผลดีที่สุด) และแกงส้มผักรวม (ให้ผลยับยั้งการเกิดสารก่อกลายพันธุ์ในระดับปานกลาง ตามลำดับ)

ไก่ ผัดเม็ดมะม่วงผัดผักรวมน้ำมันหอย แกงเลียง ยำวุ้นเส้น ผัดคะน้าน้ำมันหอย ไก่ทอดสมุนไพร ฉู่ฉี่ปลาทับทิม ห่อหมกปลาช่อนใบยอ แกงเขียวหวานไก่ ทอดมันปลากราย แกงเผ็ดเป็ดย่าง น้ำพริกลงเรือ ผัดกะเพรากุ้งใส่ถั่วฝักยาว ต้มยำเห็ด แกงจืดวุ้นเส้น ต้มยำกุ้ง น้ำพริกกุ้งสด แกงจืดตำลึง และไข่เจียวหอมใหญ่มะเขือเทศ (ให้ผลยับยั้งการเกิดสารก่อกลายพันธุ์ในระดับต่ำ ตามลำดับ)

ส่วนเต้าเจี้ยวหลน (ไม่แสดงการยับยั้งการเกิดสารก่อกลายพันธุ์)
ระดับ ที่แตกต่างในการต้านความเป็นพิษของอาหารชามต่างๆ นั้น ทางสถาบันเข้าใจว่าขึ้นกับพืชผัก สมุนไพร และเครื่องเทศต่างๆ ซึ่งเป็นส่วนประกอบของอาหารไทยโดยที่อาหารแต่ละตำรับก็มีชนิดและปริมาณที่ แตกต่างกัน ได้แก่ วิตามินซี วิตามินอี สารต้านอนุมูลอิสระอื่นๆ สารประกอบฟีนอลิก และสารพฤกษเคมีอื่นๆ

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าในมื้ออาหารหนึ่งๆ เรากินอาหารที่มีองค์ประกอบของไนไทรต์ไม่ว่าจะเป็น กุนเชียงทอด ไส้กรอก หรือเนื้อแดดเดียวก็ตาม แล้วมีการกินอาหารไทย เช่นผัดคะน้าน้ำมันหอย แกงเลียง หรือส้มตำไทย ก็แล้วแต่ในมื้อนั้นด้วย อาจช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดสารก่อกลายพันธุ์ หรือการเป็นมะเร็งได้บ้าง

โดย สรุปแล้วเราควรส่งเสริมประชาชนในทุกเพศ ทุกวัย ให้หันมากินอาหารไทยกัน ทั้งนี้ต้องทำควบคู่ไปกับการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับสภาพและสภาวะของบุคคล นั้นๆ นอกจากนี้ควรงดการทำกิจกรรม ที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ เช่น การกินอาหารที่อาจก่อให้เกิดโรคทางโภชนาการ การไม่ออกกำลังกาย การสูบบุหรี่ เป็นต้น

ข้อมูลสื่อ

351-006
นิตยสารหมอชาวบ้าน 351
กรกฎาคม 2551
มลฤดี สุขประสารทรัพย์