วันศุกร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2556

น้ำ (WATER)

น้ำ (WATER)

      สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตมนุษย์รอง จากออกซิเจนในอากาศสำหรับหายใจก็คือ น้ำ และยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อการดำรงอยู่ของทุกชีวิต เราจำเป็นต้องบริโภคน้ำสะอาดเพื่อสุขภาพที่ดี โดยทั่วไปแล้วคนเราอาจขาดน้ำได้ประมาณ 3 – 5 วัน ซึ่งหากเกินกว่านี้เราอาจเสียชีวิตได้ เพราะน้ำเป็นองค์ประกอบของอวัยวะต่างๆภายในร่างกายนี่เอง คุณภาพน้ำจึงมีอิทธิพลยิ่งต่อสุขภาพของร่างกายและจิตใจ ร่างกายของมนุษย์ประกอบด้วยน้ำ 70% และทุกๆเซลล์ของร่างกายจะมีน้ำเป็นองค์ประกอบ 70% เช่นกัน ความต้องการน้ำของร่างกายทำให้เราต้องการน้ำวันละประมาณ 2.5 ลิตร และขับน้ำออกจากร่างกายวันละ 2.5 ลิตร เช่นกัน โดยน้ำจะหมุนเวียนในร่างกาย และเข้า-ออกในเซลล์ต่างๆในรูปของเลือด จะพาสารอาหาร โปรตีน ไขมัน น้ำตาล วิตามิน เกลือแร่ ฯลฯ ไปยงอวัยวะที่เป็นจุดหมายปลายทาง เลือดมีน้ำเป็นองค์ประกอบ 92%  สมองมีน้ำเป็นองค์ประกอบ 85% คำสั่งจากสมองไปยังอวัยวะต่างๆในร่างกายก็อาศัยตัวกลางคือน้ำเป็นสื่อ น้ำดื่มที่คุณภาพและจำนวนพอเพียงจะทำให้สมองเฉียบแหลม ผิวพรรณดูชุ่มชื้น อ่อนเยาว์ไม่เหี่ยวย่น ลูกตาจะมีน้ำหล่อเลี้ยงและเส้นผมจะดูเป็นเงางาม น้ำที่หมุนเวียนในร่างกาย เมื่อเราดื่มน้ำ เราต้องมั่นใจว่า น้ำที่ดื่มต้องเพียบพร้อมด้วยคุณภาพ ไม่ใช่น้ำสกปรกมีสารพิษเจือปน เพราะอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ ฉะนั้นปริมาณน้ำที่ร่างกายต้องการต่อวันเพื่อช่วยสร้างความสมดุลต้องไม่น้อย กว่า 8 แก้ว (240ซีซี) ความสมดุลที่ว่าคือ ปริมาณน้ำที่ดื่ม กับ น้ำที่ร่างกายขับออกต่อวัน ควรจะเท่ากัน 

 ความสำคัญของน้ำต่อชีวิต (The Important of Water) ในสภาวะปกติน้ำที่ขับถ่ายออกจากร่างกายประมาณวันละ 2,500 ซีซี ซึ่งออกมาในรูปของ - ปัสสาวะ 1,500 ซีซี/วัน - อุจจาระ 200 ซีซี/วัน - เหงื่อ 500 ซีซี/วัน - ละอองน้ำในลมหายใจออก 300 ซีซี/วัน     น้ำที่ร่างกายต้องการประมาณ วันละ 2,500 ซีซี ได้มาจาก - น้ำดื่ม 1,500 ซีซี/วัน - อาหารที่บริโภค เช่น ผัก ผลไม้ฯลฯ 800 ซีซี/วัน - ปฏิกิริยาเคมีในร่างกายเกิดจากเมตาบอลิซึ่ม 200 ซีซี/วัน ถ้ามีการออกกำลังกาย ร่างกายจะเสียน้ำมากขึ้นทั้งจากเหงื่อและจากกล้ามเนื้อที่ต้องใช้น้ำจึงทำ ให้ต้องดื่มน้ำมากขึ้น จำนวนน้ำดื่มมากน้อยตามลักษณะการออกกำลังกาย จำนวนน้ำในร่างกายถ้าลดลงเพียง 2% ร่างกายจะเริ่มทำงานสับสน ถ้าขาดน้ำถึง 5% การทำงานของร่างกายจะผิดปกติไปถึง 30% ถ้าเสียน้ำไปมากกว่านี้โดยไม่แก้ไข จะหมดความรู้สึก เวียนศีรษะ อาจถึงหมดสติและเสียชีวิตได้ เมื่อร่างกายขาดน้ำจะกระตุ้นให้สมองส่วนล่าง (Hypothalamus) เกิดความรู้สึกกระหายน้ำ ซึ่งเป็นสิ่งบ่งชี้ว่าร่างกายต้องการน้ำ ต้องรีบดื่มน้ำ
 


บทบาทของ น้ำในร่างกายมนุษย์ 10 ประการ
     1. น้ำเป็นตัวลำเลียงสารอาหาร ออกซิเจน ให้กับเซลล์ และเป็นตัวลำเลียงของเสียออกจากเซลล์ สารอาหารที่ร่างกายได้รับสามารถละลายได้โดยมีน้ำเป็นตัวกลาง จากนั้นจะถูกลำเลียงส่งไปตามกระแสเลือด และถูกดูดซึมสร้างเป็นพลังงานให้กับเซลล์ สร้างความแข็งแรงให้กับเซลล์ นอกจากร่างกายจะได้รับออกซิเจนจากอากาศหายใจเข้าแล้ว เรายังได้รับจากน้ำที่ดื่มด้วย หากเราได้รับออกซิเจนเพียงพอจะช่วยให้คงความสดชื่นให้แก่เซลล์อยู่เสมอ ช่วยป้องกันความเหนื่อยล้าและต่อต้านความแก่ชรา และน้ำยังทำหน้าที่ลำเลียงของเสียออกจากร่างกายอีกด้วย โดยทั่วไปร่างกายขับถ่ายของเสียในรูปของปัสสาวะ อุจจาระ การหายใจออก และเหงื่อ ซึ่งของเสียเหล่านี้หากไม่มีน้ำเป็นตัวลำเลียงก็จะเกิดการตกค้างสะสมในร่าง กาย
    2. น้ำช่วยควบคุมสมดุลของของเหลวและลดการสะสมของเสียในร่างกาย เมื่อร่างกายขาดการพักผ่อนจะก่อให้เกิดความเหนื่อยล้าและสูญเสียน้ำ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดความไม่สมดุลของของเหลวในร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มีความเครียดสูง รับประทานยามากเกินไป การรับประทานอาหารสำเร็จรูปที่มีการใช้วัตถุปรุงรสปรุงแต่งสงเคราะห์ และการรับประทานอาหารที่มากเกินไป ก็ยิ่งทำให้ร่างกายต้องการน้ำมากยิ่งขึ้น หากไม่มีการทดแทนน้ำที่สูญเสียไปอย่างเหมาะสม ของเสียจะยิ่งตกค้างในร่างกายต่อเนื่อง เป็นการเร่งให้เกิดกระบวนการแก่ชราให้เกิดเร็วขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
      3. น้ำมีผลต่อการต่อต้านอนุมูลอิสระ เนื่องจากเลือดมีองค์ประกอบเป็นน้ำถึง 92% ดังนั้นเลือดก็คือ น้ำ นั่นเอง ด้วยเหตุนี้ น้ำจึงช่วยนำพาภูมิต้านทาน (Antibodies) และสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidants) ไปยังอวัยวะต่างๆ เพื่อทำลายสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย แต่ถ้าน้ำมีการปนเปื้อนหรือมีคุณสมบัติเป็นกรด ภูมิต้านทานก็จะอ่อนแอ ไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคได้ ร่างกายต้องพ่ายแพ้ทำให้เกิดโรคเรื้อรัง รวมทั้งความแก่ชราก็จะเริ่มปรากฏให้เห็นก่อนวัยอันควรได้
     4. น้ำช่วยป้องกันไตวาย ไตมีหน้าที่ขับถ่ายของเสีย เช่น กรดยูริค ยูเรีย และ กรดแลกติคซึ่งละลายได้ในน้ำ ดังนั้นถ้าน้ำผ่านไตไม่เพียงพอของเสียเหล่านี้จะไม่ถูกขับออกมาได้หมด เป็นผลให้ไตทำงานหนักเกินไป จนกระทั่งพิการหรือไตวายได้ น้ำยังช่วยป้องกันการอักเสบของกระเพาะปัสสาวะ
     5. น้ำช่วยหล่อลื่นข้อต่างๆ ปลายกระดูกที่ต่อกันเกิดเป็นข้อต่อ เช่น ข้อต่อกระดูกไขสันหลัง ถ้ามีน้ำหล่อลื่นไม่เพียงพอ ข้อต่อจะขยับได้ยาก ถ้าน้ำหล่อเลี้ยงข้อต่อพอเพียง ข้อต่อก็จะเคลื่อนไหวได้อย่างสะดวกทำให้การเสียดสีกันมีน้อยมากและอันตราย จากการถลอกตรงกระดูกอ่อน (Abrasive Damage) จะไม่เกิด ดังนั้นจึงลดความเสี่ยงของการปวดข้อ
     6. น้ำเป็นส่วนประกอบของสมองในปริมาณมาก รองจากเลือด เนื้อสมองมีน้ำมากถึง 85% การขาดน้ำจะทำให้ความสามารถทางสมองลดลง ความคิดอ่อนล้าและเกิดอาการเครียดทางจิตตามมา
     7. น้ำช่วยลดน้ำหนัก น้ำเป็นสารอาหารที่ไม่มีแคลอรี่ จึงมีบทบาทในการลดน้ำหนัก การดิ่มน้ำมากๆจะช่วยลดความอยากอาหาร เมื่อรับประทานอาหารลดลงทำให้ร่างกายต้องเผาผลาญไขมันที่เก็บไว้แทน
       8. น้ำช่วยในระบบย่อยอาหาร ถ้าขาดน้ำ การย่อยในระบบทางเดินอาหารจะไม่สมบูรณ์ เพราะน้ำและเอ็นไซม์จะทำงานได้ไม่ดี ถ้ามีน้ำพอเพียงน้ำจะช่วยให้การแตกตัวทางอาหารดัขึ้นและสามารถซึมผ่านเข้า สู่ร่างกายได้ง่ายอีกด้วย อาการท้องผูกส่วนมากเป็นเพราะคนขาดน้ำเรื้อรัง ถ้าเราดื่มน้ำเพิ่มขึ้นและรับประทานอาหารที่มีกากใย อาการท้องผูกก็จะหายไป จากรายงานการวิจัยพบว่าอาการของกระเพาะอาหารอักเสบ ลำไส้อักเสบ และอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ อาจทุเลาได้ถ้าดื่มน้ำมากขึ้น น้ำจะช่วยละลายสารพิษตกค้างในลำไส้ใหญ่ออกมาพร้อมกับอุจจาระ มีผลทางอ้อมให้ริดสีดวงทวารทุเลาลงด้วย
      9. น้ำช่วยในการเผาผลาญอาหาร น้ำเป็นตัวกลางในทุกปฏิกิริยาเคมีในร่างกายและยังเป็นตัวทำละลายที่ดี จึงสามารถพาสารอาหาร ฮอร์โมน ออกซิเจน ฯลฯ ไปยังเซลล์ต่างๆผ่านทางเลือดและน้ำเหลือง ถ้าขาดน้ำการเผาผลาญอาหารเพื่อเกิดพลังงานย่อมทำไม่ได้
      10. น้ำช่วยสร้างสุขภาพที่ดี คงความชุ่มชื่นของผิวหนัง เพราะร่างกายประกอบด้วยน้ำถึง 70% ในเซลล์มีน้ำ 70% และดีเอ็นเอ (DNA) ซึ่งเป็นตัวกำหนดต้นแบบของเซลล์เกิดใหม่โดยมีรหัสจำเพาะก็มีน้ำเช่นกัน ถ้าร่างกายขาดน้ำปฏิกิริยาเคมีในร่างกายจะเสียสมดุล หากขาดน้ำเรื้อรังจะทำให้ผิวหนังแห้ง เหี่ยวย่น ความต้านทานโรคต่ำ


ที่มาของข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
 

วันพฤหัสบดีที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2556

"เฟอร์บี้ สัตว์เลี้ยง ไฮเทค" คลายเหงาได้จริงหรือ ?

กลายเป็นของเล่นใหม่ที่ทุกคนต้องมี สำหรับตุ๊กตาสัตว์เลี้ยงไฮเทคอย่าง "เฟอร์บี้" จะ ว่าไป เฟอร์บี้ไม่ได้เพิ่งถือกำเนิดมาบนโลกใบนี้ แต่เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว เฟอร์บี้ ก็ได้รับความนิยมไม่น้อย แต่นิยมได้ไม่นานก็ซาไป แต่วันนี้ เฟอร์บี้กลับมาอีกครั้ง ด้วยความน่ารักสดใส ร้องเพลงได้ พูดได้ กะพริบตาได้
           ความฮิตของเฟอร์บี้อย่างท่วมท้น บางครั้งก็นำมาซึ่งคำถามว่า ทำไมตุ๊กตาที่หน้าตาก็ไม่ได้น่ารักอะไรมากมาย ทำไมถึงฮิตได้เพียงนี้ ทั้งที่ยังมีสัตว์เลี้ยงที่เป็นสิ่งมีชีวิตจริงๆ ที่น่ารักกว่าอีก หรือเพราะคนสมัยนี้ "เหงา" มากขึ้น จะให้เลี้ยงสุนัขและแมวก็รู้สึกว่าเป็น "ภาระ" เกินไป จึงหันมาเลี้ยง "สัตว์เลี้ยง ไฮเทค" อย่างเฟอร์บี้แทน

           พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข วิเคราะห์กระแสเฟอร์บี้ฟีเวอร์ว่า ที่ฮิตกันจริงจังขนาดนี้ เหตุผลสำคัญคือเพราะ "กระแส" ระยะ หลังสื่อมีอิทธิพลกับคนในสังคมไทยมหาศาล และสังคมไทยเป็นสังคมที่การสื่อสารแรงจะเห็นว่า พอมีอะไรฮิตขึ้นมา คนในสังคมก็จะฮิตตาม แต่ของพวกนี้มาเร็ว ก็ดับเร็ว ไม่อยู่นาน"

           เหตุผลต่อมา พญ.อัมพร บอกว่า ด้วย ธรรมชาติของมนุษย์ ที่กระหายความรัก ความผูกพัน ความเอาใจใส่ แม้งานจะยุ่งแค่ไหน หรือมีกิจกรรมทำมากมาย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ความต้องการความรัก ความผูกพัน เอาใจใส่จะหมดไป

           "เฟอร์บี้ เป็นสัตว์เลี้ยงที่ตอบสนองความต้องการตรงนี้ได้ แม้จะเป็นความผูกพันเพียงชั่วคราว แต่ก็ทำให้หัวใจมีความสุข ดี๊ด๊าได้สักพักหนึ่งเหมือนกัน อีกทั้งยังไม่สร้างภาระให้มากเหมือนการเลี้ยงสุนัขและแมว ซึ่งคนยุคนี้ไม่มีความสุขต่อการรับผิดชอบชีวิตผู้อื่น เราจึงเห็นสุนัขและแมวถูกทิ้งเพิ่มขึ้น ขณะที่เฟอร์บี้เป็นสิ่งฉาบฉวยที่ตอบโจทย์ช่วงสั้นๆ ของความปรารถนาได้"

           พญ.อัมพร บอกอีกว่า เฟอร์บี้เป็นตุ๊กตา การเล่นเฟอร์บี้ทางการแพทย์ระบุว่าเป็นภาวะ "regression" หรือภาวะถดถอยทางอารมณ์ที่ย้อนกลับไปเป็นเด็กคิกขุนาโนเนะอีกครั้ง ภาวะนี้เป็นภาวะที่ถดถอยกลับไปเติมความชื่นบานในจิตใจ กลับไปเล่นตุ๊กตา ซึ่งการถดถอยกลับไปเป็นเด็กชั่วขณะจะช่วยทำให้ผ่อนคลายและสดชื่นขึ้น

           พญ.อัมพร บอกว่า ความเหงาอาจเป็น แรงผลักดันในบางคนเท่านั้น แต่ไม่ใช่ทั้งหมดที่มีเฟอร์บี้เพราะเหงา ส่วนใหญ่เกิดเพราะกระแสชี้นำทางสังคมมากกว่า เพราะเฟอร์บี้ก็ไม่ได้มีลักษณะเด่นอะไร หากเทียบกับตุ๊กตาบาร์บี้ที่คลาสสิกและเป็นตุ๊กตาที่ได้รับความนิยมไม่ เสื่อมคลาย
 
           "เฟอร์บี้ มีไว้เพื่อตอบโจทย์ความต้องการมีความรัก ความเอาใจใส่ ความผูกพัน แต่เฟอร์บี้ไม่มีชีวิต ความสุขที่แท้จริงอยู่ที่ครอบครัว สามีภรรยา ลูก พ่อแม่ พวกเขาเหล่านี้คือของจริงไม่ฉาบฉวยและยั่งยืน"

           สุดท้าย พญ.อัมพร แนะด้วยความห่วงใยว่า การตามกระแสไม่ใช่สิ่งผิด แต่ต้องรู้เท่าทันตัวเอง มีสติไตร่ตรองว่าสิ่งที่ทำลงไปนั้น เราชอบหรือเปล่า ทำแล้วเกิดปัญหากับทั้งตัวเองและผู้อื่นไหม ถ้ามีสติอย่างนี้ เกาะกระแสนิดหน่อยได้ไม่ว่ากัน

           "แต่ถ้าห่วงใยกระแส จนกลัวหลุดกระแส กังวลต่อสายตาคนอื่นที่มองมาว่าเราแตกต่าง จนเกิดความเครียด ทำอะไรลงไปจนเกินข้อจำกัดตัวเอง ภาวะนี้สะท้อนว่า เราเป็นคนขาดความเป็นตัวของตัวเอง ปล่อยให้กระแสมามีอิทธิพลเหนือชีวิตของเรา"

           บนโลกใบนี้เต็มไปด้วยความสุข แต่ "สุขแท้" และ "สุขเทียม" อยู่ที่ใจเราเท่านั้นที่รู้ดี
 
ขอบคุณข้อมูลภายใต้ความร่วมมือของสสส.และวิชาการดอทคอม
ที่มา www.thaihealth.or.th
 

รังนกแท้ แต่คุณค่าแค่ไหน

    เชื่อกันว่ารังนกเป็นสุดยอดอาหารบำรุง ราคาแสนแพง แล้วจริงๆ สรรพคุณของรังนกมีมากแค่ไหน มีคุณค่าคุ้มสมกับราคาหรือไม่?
รังนกแท้ แค่ 1%
               หลังจากมีป้าย "ส่วนประกอบของรังนกสำเร็จรูปชื่อดัง ใส่รังนกแท้แค่ 1%" ถูกนำมาติดไว้บริเวณก่อนจ่ายค่าผ่านทางด่วนประมาณ 80 จุด สร้างความสนใจและข้องใจแก่ผู้สัญจรผ่านไปมา จนมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคได้ออกมาตรวจสอบและระบุว่าส่วนประกอบของรังนกนั้นมีราว 1% ตามป้าย
               ที่จริงแล้วฉลากของผลิตภัณฑ์รังนกก็ได้ระบุด้วยตัวอักษรเล็กๆ ไว้แล้วว่า ใส่รังนก
1% แต่ประเด็นมันอยู่ที่ รังนกบางยี่ห้อใส่ข้อความสะดุดตากว่าไว้บนฉลากว่า "รังนกแท้ 100%" จนทำให้ผู้บริโภคส่วนหนึ่งสับสนและเข้าใจผิด

ขอบคุณภาพจาก tomorrow night จากห้องหว้ากอ pantip.com

            
“รังนกแท้ 100%” หมายถึง ผลิตภัณฑ์นี้ใส่รังนกของ จริง เป็นรังนกที่นกสร้างจริงๆ ไม่ได้ปลอมปนวุ้นเส้น หรือองค์ประกอบอื่นๆ ให้ดูเหมือนรังนก สรุปคือ ไม่ได้ใส่รังนกปลอมนั่นเอง แต่ใส่แค่ 1% นะ
              ดังนั้น
เพื่อไม่ให้ผู้บริโภคสับสน อย. จะดำเนินการพิจารณาทบทวนข้อความการโฆษณาอีกครั้ง
 
              นั่นก็เป็นเรื่องของการโฆษณาที่ต้องพิจารณาความเหมาะสมกันต่อไป สิ่งสำคัญกว่าคือ คุณค่าของรังนกนั้นมีมากแค่ไหน ถึงแม้จะใส่เพียง 1% แต่ถ้ามันมีคุณประโยชน์กับร่างกายดังคำร่ำลือ จะใส่น้อยหรือมาก ก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร

              ตามความเชื่อที่สืบต่อกันมานับพันปีของจีน ถือว่า "รังนก" เป็นสุดยอดอาหารบำรุงร่างกาย มีสรรพคุณสารพัด ทั้งป้องกันโรค บำรุงปอดและทางเดินหายใจ บรรเทาอาการภูมิแพ้ ฯลฯ เป็นของหายากและมีราคาแพง ชนชั้นสูงเท่านั้นที่จะมีโอกาสได้ลิ้มรส จนรังนกถูกขนานนามว่า ทองคำขาวแห่งท้องทะเล หรือ คาร์เวียแห่งตะวันออก


                    
แต่ใช่ว่าภูมิปัญญาเก่าแก่จะถูก ต้องเสมอไป ตำราเล่นแร่แปลธาตุของจีนในสมัยจิ๋นก็มีบันทึกว่า ปรอทและสารหนูทำให้มีชีวิตอมตะ เป็นส่วนประกอบของน้ำอมฤต ซึ่งปัจจุบันรู้กันดีว่าทั้งปรอทและสารหนูมีพิษร้ายแรงมาก ดังนั้นเราจึงไม่ควรเชื่อเพราะคนเขาบอกต่อกันมา ทำต่อกันมา  หรืออ้างตำราเก่าแก่ แต่ต้องไตร่ตรองด้วยปัญญา พิจารณาให้เห็นจริงถึงคุณโทษก่อนจะเชื่อ
 
                    รังนกที่นำมารับประทานนั้นเป็นน้ำลายนกนางแอ่นที่คายออกมาสร้างรังเพื่อวางไข่ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทยเคยวิเคราะห์ส่วนประกอบของตัวรังนกแล้วพบว่าประกอบด้วย โปรตีน 60.9% แคลเซียม 0.58% โปแตสเซียม 0.03% น้ำ 5.11% ดังนั้นสารอาหารหลักที่ได้จากการบริโภครังนกก็คือโปรตีน


                ส่วน
รังนกสำเร็จรูปที่ใส่รังนก 1% นั้น สถาบันวิจัยโภชนาการมหาวิทยาลัยมหิดลวิเคราะห์ได้องค์ประกอบดังตาราง
 
จะเห็นว่ารังนกสำเร็จรูป 1 ขวด มีสารอาหารน้อยกว่าไข่ไก่ 1 ฟอง มีโปรตีนเพียง 0.25 กรัม หากต้องการโปรตีนให้ได้เท่ากับไข่ไก่ต้องกินรังนกสำเร็จรูปถึง 26 ขวด หรือหากเทียบเป็นปริมาณ ถั่วลิสงเพียง 2 เมล็ด ก็มีโปรตีน 0.25 กรัม เท่ากับรังนกแล้ว ทั้งที่เป็นโปรตีนเหมือนกัน คุณภาพของโปรตีนแทบไม่ต่างกัน (คุณภาพโปรตีนพิจารณาจากสัดส่วนกรดอะมิโนที่จำเป็น) แต่ราคารังนกกลับสูงลิ่ว

                 ในแง่โภชนาการ สิ่งที่บำรุงร่างกายได้ดีที่สุดคือ อาหารที่มีสารอาหารครบ
5 หมู่ ในรังนกมีโปรตีนเป็นส่วนใหญ่ สารอาหารอื่นมีเพียงเล็กน้อย ยังห่างไกลจากการเป็นอาหารที่มีประโยชน์ และสารอาหารแทบทั้งหมดสามารถหาได้จากอาหารอื่นที่ราคาถูกกว่าด้วย


สรรพคุณรังนก
               หลายคนอาจคิดว่า การเปรียบเทียบรังนกกับไข่ไก่ไม่ถูกต้องนัก เพราะการบริโภครังนกไม่ได้ต้องการสารอาหารแบบเดียวกับที่บริโภคไข่หรืออาหาร อย่างอื่น แต่บริโภครังนกในฐานะสมุนไพรชนิดหนึ่ง แม้จะให้โปรตีนนิดหน่อย ให้พลังงานไม่มาก ก็ไม่เห็นเป็นไร ที่กินเพราะหวังสรรพคุณทางยาต่างหาก

               ที่จริงแล้วความเชื่อนับพันปีเกี่ยวกับรังนก ทำให้มีผู้วิจัยมากมายพยายามทดสอบสรรพคุณ และสารออกฤทธิ์ที่คาดว่ามีอยู่ในรังนกเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ แต่จนบัดนี้ยังไม่มีนักวิทยาศาสตร์คนไหนออกมายืนยันหรือแสดงให้เห็นคุณประโยชน์อย่างประจักษ์ชัดว่าบำรุงร่างกายอย่างไร หรือสารใดในรังนกที่มีสรรพคุณดังที่ร่ำลือมานับพันปี

                งานวิจัยที่ใกล้เคียงที่สุดเห็นจะเป็น ผลการศึกษาที่พบว่า ในรังนกมีสารประเภทไกลโคโปรตีนชื่อ N-acetylmuraminic acid หรือ NANA ซึ่งมีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ (influenza) และแบคทีเรียหลายชนิด
                                                     
              ผลการค้นพบเรื่องนี้ถูกนำไปใช้โฆษณาเสริมสรรพคุณของรังนกทำนองว่า มีผลวิจัยทางวิทยาศาสตร์มายืนยันถึงประโยชน์ของนังนกแล้วนะ แต่สิ่งที่หยิบยกมาโฆษณานั้นเป็นเพียงความจริงส่วนเดียวของงานวิจัยเท่านั้น

                งานวิจัยเกี่ยวกับสรรพคุณของ NANA ในรังนกนั้น ใช้วิธีนำสกัดสาร (ที่ไม่ใช่โปรตีน) ออกมา ได้เป็นสารละลายที่เช้มข้นระดับหนึ่ง ซึ่งมี NANA เป็นส่วนประกอบ จากนั้นจึงนำไปทดสอบฤทธิ์ในการต้านเชื้อโรค

                วิธีการทดสอบสรรพคุณของสารสกัดจากรังนกก็ไม่ใช่ให้คนลองกิน หรือ ฉีดใส่หนูทดลอง แต่เป็นการทดสอบกับเซลล์ที่เลี้ยงไว้ในขวดทดลอง (cell culture) คือ นำเซลล์มาเลี้ยงให้โตอยู่บนพื้นผิวด้วยอาหารเหลวสังเคราะห์ แล้วทำให้เซลล์ติดเชื้อไวรัส จากนั้นจึงเติมสารสกัดจากรังนกที่ความเข้มข้นต่างๆ ลงไป ปรากฏว่าเชื้อไวรัสถูกยับยั้งการเจริญเติบโต

       
                                                เซลล์ที่ใช้ทดสอบ

ผู้วิจัยสรุปว่า "สารสกัดจากรังนกสามามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อไข้หวัดใหญ่ได้ในหลอดทดลอง ส่วนผลในมนุษย์นั้นยังต้องศึกษาต่อไป"

"the results suggested that EBN is a safe and valid natural source for the prevention of influenza viruses in vitro, however, the detailed in vivo effect of the inhibition of the influenza viruses by EBN should be evaluated."

       

          หรือพูดง่ายๆ ก็คือ การทดลองนี้เป็นงานขั้นพื้นฐานที่ทดสอบกับเซลล์เท่านั้น ส่วนผลจากการกินรังนกในมนุษย์นั้นยังไม่มีข้อสรุป งานวิจัยดังกล่าวเผยแพร่ในปี 2549 จนบัดนี้ผ่านมา 5 ปี แล้วยังไม่มีผลยืนยันถึงผลของสารสกัดรังนกในมนุษย์ออกมาเลย

                  การที่มีผลยับยั้งไวรัสในหลอดทดลอง (in vitro) ไม่ได้เเปลว่าจะใช้ได้ผลในมนุษย์หรือในสิ่งมีชีวิต (in vivo) สมุนไพรหลายชนิดมีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อโรค หรือแม้แต่ยับยั้งเซลล์มะเร็งได้ในหลอดทดลอง แต่กลับไม่มีผลเช่นเดียวกันในมนุษย์หรือสัตว์ทดลองเลย

                  ทั้งนี้เพราะสารที่เข้าไปในร่างกายจะต้องผ่านด่านภูมิคุ้มกัน ระบบย่อย ทำให้ปริมาณลดลง และยังไม่แน่ว่าจะเคลื่อนที่ไปยังตำแหน่งที่มีเชื้อโรคอยู่หรือไม่ ในการทดลองใช้สารสกัดที่เข้มข้นใส่ไปที่เซลล์และไวรัสโดยตรงจึงเห็นผลชัดเจน แต่ผลิตภัณฑ์รังนกนั้น นอกจากจะใช้ปริมาณเพียงเล็กน้อย แค่ 1 % ในขวด ผ่านกระบวนการต้มและเติมสารอื่นๆ กว่าจะผ่านระบบย่อย ดูดซึม จะเหลือไปถึงเชื้อโรค หรือเหลือไปบำรุงร่างกายมากแค่ไหน?

                  นอกจากนี้ ในการทดลองรังนกที่มาจากธรรมชาติเท่านั้นที่มีสรรพคุณยับยั้งเชื้อไวรัส รังนกที่ได้มาจากการเลี้ยงมีสรรพคุณนี้ต่ำมาก แล้วคิดว่ารังนกที่นำมาบรรจุขวดนั้นทำมาจากรังนกแบบไหน?


รังนกก็มีอันตราย
                      อีกประเด็นหนึ่งที่มีงานวิจัยออกมา แต่ไม่ค่อยมีใครนำมากล่าวถึงเพราะไม่เป็นผลดีกับการค้า คือ รังนกก่อให้เกิดอาการภูมิแพ้ได้ 

                      หลายคนคงคุ้นเคยกับอาการแพ้อาหารทะเล เช่น กุ้งหรือปู เพราะมีคนเป็นภูมิแพ้ลักษณะนี้ค่อนข้างมาก แต่ทราบหรือไม่ว่า มีจำนวนผู้แพ้รังนกมากกว่าแพ้อาหารทะเลเสียอีก!  มากกว่าผู้แพ้ไข่และนมถึง 3 เท่า แถมยังเป็นอาการแพ้แบบรุนแรง  (Angioedema) ซึ่งจะทำให้ร่างกายบวม หลอดและปอดบวมจนหายใจไม่ออก เป็นอันตรายถึงชีวิต เพราะฉะนั้นที่บอกว่ารังนกมีสรรพคุณรักษาโรคภูมิแพ้ได้ก็ไม่น่าจะเป็นความ จริง


                      ที่กล่าวมาทั้งหมดไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อต่อต้านการบริโภครังนกแต่อย่างใด ไม่ได้เป้าหมายที่จะโจมตีผลิตภัณฑ์รังนกเหมือนกลุ่มที่คัดค้านธุรกิจนี้ ซึ่งได้นำเสนอข้อมูลในทำนองว่า การกินรังนกเป็นการกระทำที่โหดร้าย เป็นการพรากบ้านของนกไปจากแม่นก โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความสะเทือนใจเป็นหลัก เช่น บอกว่ารังนกสีแดงมาจากนกกระอักเลือดออกมาเพราะสร้างรังหลายครั้ง (ซึ่งไม่เป็นความจริง สีแดงของรังนกเป็นแร่ธาตุที่มาจากผนังถ้ำ) เพราะที่จริงแล้วการที่เราบริโภคสัตว์หรือสิ่งมีชีวิตใดๆ ก็เป็นการเบียดเบียนชีวิตอื่นๆ ไม่ต่างกัน

                                           

                     บทความนี้เพียงแต่นำเสนอข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับรังนก ทั้งส่วนที่มีผู้กล่าวอ้าง (บางส่วน) บ่อยๆ และส่วนที่จงใจไม่กล่าวถึง เพื่อให้ผู้บริโภคได้ทราบถึงคุณประโยชน์ก่อนตัดสินใจ หากทราบข้อมูลในหลากหลายแง่มุมแล้ว ยังเห็นว่ารังนกคุ้มค่าที่จะจ่ายเงินจำนวนมากเพื่อบริโภคก็เป็นสิทธิส่วน บุคคล ในฐานะผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อเพียงพอ

                     รังนกมีราคาแพงเพราะกว่าจะได้มานั้นยากลำบาก ซึ่งอาจขายในฐานะอาหารหรูหราเช่นเดียวกับ อาหารราคาแพงอื่นๆ เช่น คาร์เวีย (ไข่ปลา) ฟัวกรา (ตับห่าน) หรือ ลอบสเตอร์ (กุ้ง) ซึ่งผู้บริโภคก็ยินดีจ่ายด้วยราคาสูงลิ่วโดยไม่จำเป็นต้องอ้างสรรพคุณใดๆ เลย

                     หากชื่นชอบในรสชาติ ผู้คนย่อมยินดีจะซื้อหาบริโภค แต่การอ้างสรรพคุณที่ยังไม่มีการยืนยัน สร้างภาพลักษณ์ว่าเป็นยาบำรุง เป็นการสร้างความหวังและความเข้าใจผิดให้ผู้บริโภค ซึ่งก็คือการโกหกแบบสวยหรูนั่นเอง

ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก
Ouroboros ( อู๋ )
วิชาการ.คอม

อ้างอิง

ข่างรังนก http://www.komchadluek.net/detail/20110801/104528/1เต็มร้อยรังนกแท้ฉลากสับสนจี้ควบคุม.html
สารสกัดรังนกมีฤทธิ์ต้านเชื้อโรค http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/16581142
ภูมิแพ้ต่อรังนก http://onlinelibrary.wiley.com/doi/10.1034/j.1398-9995.1999.00925.x/full