วันศุกร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2556

สาหร่ายสแกนดิเนเวีย สาหร่ายเพื่ิอ สุขภาพดี และผิวสวย



สาหร่ายสแกนดิเนเวีย เป็นสาหร่ายเซลล์เดียวจากประเทศแถบสแกนดิเนเวีย ซึ่งเป็นสาหร่ายพันธุ์เฉพาะที่มีควาสามารถในการปรับตัว
และสามารถมีชีวิตอยู่รอดได้นานถึง 20 ปี แม้จะอยู่ในภาวะแวดล้อมที่ขาดสมดุลปราศจากน้ำและอาหาร
ทำให้สาหร่ายอุดมไปด้วย “แอสตาแซนธิน”
ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระสีแดงประสิทธภาพสูงสุดตามธรรมชาติ

แอสตาแซนธิน (Astaxanthin) เป็นสารในกลุ่มแซนโทรฟิลล์ 
ตระกูลแคโรทีนอยด์ ที่พบในธรรมชาติ  เป็นสารสีแดง ปกติพบในปลาแซลมอน  
ไข่ปลาคาเวียร์ เปลือกกุ้ง เปลือกปู และสาหร่าย Microalgae Haematococcus Pluvialis

ร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์สารชนิดนี้ได้ เราจะได้รับสารชนิดนี้จากอาหารที่รับประทานเข้าไป ในปริมาณที่น้อยมาก เช่น ปลาแซลมอน 200 กรัม จะมีแอสตาแซนธิน เพียง 1 มิลลิกรัม

Astaxanthin นั้นมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยยับยั้ง ป้องกัน ฟื้นฟูและชลอวัย พบได้ในขนนกบางชนิด สัตว์น้ำบางชนิด เช่น ปลาแซลมอน กุ้ง ปู รวมไปถึงปลาเทราท์ ฯ (ที่มา: Healthline.com) หากลองสังเกตดูจะพบว่าสัตว์น้ำเหล่านี้เมื่อถูกนำมาผ่านกระบวนการปรุงอาหาร แล้ว จะเปลี่ยนเป็นสีส้ม หรือแดง เพราะว่า Astaxanthin นั้นเป็น Carotenoid ที่เกิดขึ้นในธรรมชาติ และมีสีส้ม แดงถึงแดงเข้มซึ่งคล้ายกับสีแดงของทับทิม นอกจากนี้ยังมีมากในสาหร่ายขนาดเล็กที่ชื่อว่า Haematococcus Pluvialis อีกด้วย



Haematococcus Pluvialis เป็นสาหร่ายน้ำจืดสีเขียวที่มีขนาดเล็ก พบมากในกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย  และถือเป็นพืชเซลเดี่ยวที่มีความสามารถในการปรับตัว และมีชีวิตรอดอยู่ได้ นานแม้จะอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมต่อการเติบโต เช่น ขาดน้ำ ขาดอาหาร ต้องเผชิญกับความร้อน แสงแดด โดยจะปรับตัวให้มีผนังเซลล์หนาขึ้น เพื่อสะสมสารต้านอนุมูลอิสระในกลุ่มแคโรทีนอยด์ซึ่งให้สีแดงเข้มที่เรียกว่า Astaxanthin เพิ่มขึ้น จึงทำให้สาหร่ายชนิดนี้สามารถเปลี่ยนสีกลายเป็นสีแดงได้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปกป้องตัวเองให้อยู่รอดได้  ซึ่งสาหร่าย Haematococcus Pluvialis นี้มีสาร Astaxanthin อยู่มากที่สุด และนี่ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดงานค้นคว้าวิจัยจำนวนมากเกี่ยวกับคุณ ประโยชน์ที่ได้จากการบริโภคสารสกัดจากสาหร่ายชนิดนี้
ในงานวิจัยของ Seki et. al (2001) ในกลุ่มผู้ทดลองทั้งชายและหญิง และใน 3 สภาพผิว คือ ผิวแห้ง ผิวธรรมดา และผิวมัน พบว่ากลุ่มผู้ทดลองใช้ครีมบำรุงที่มีส่วนผสมของ Astaxanthin ที่สกัดได้จากสาหร่าย Haematococcus Pluvialis อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผิวมีความชุ่มชื่นมากขึ้น ริ้วรอยต่างๆลดเลือนลง และผิวมีความยืดหยุ่นมากขึ้น
นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยอีกมากมายที่ชี้ให้ถึงประโยชน์อีกมากมายของ Astaxanthin เช่น
  • ลดอาการล้าของดวงตา (Yuan et al. 2011)
  • ช่วยลดเลือนริ้วรอย และความเหี่ยวย่นของผิว (Natural Standard 2012)
  • ช่วยให้ผิวมีความชุ่มชื่นมากขึ้น มีความยืดหยุ่นมากขึ้น และลดการเกิดสิวได้ (Yamashita 2006)
  • สามารถต้านรังสี UVA จากการทำลายผิว (Suganuma et al. 2010)
  • ช่วยลดปริมาณคลอเรสเตอรอลในร่างกาย รวมไปถึงการใช้เพื่อรักษาโรคต่างๆอีกมากมาย เช่น โรคปวดกล้ามเนื้อ หรือแม้แต่เป็นอาหารเสริมสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็ง (Healthline.com)
·         ความปลอดภัย
เราสามารถบริโภคแอสตาแซนธิน (Astaxanthin) ได้อย่างปลอดภัยเนื่องจากสารชนิดนี้เป็นส่วนหนึ่งในอาหารของมนุษย์มานานหลาย พันปีแล้ว ตัวอย่างเช่น ในปลาแซลมอนคุณภาพดีจะมีแอสตาแซนธิน (Astaxanthin) บริสุทธิ์ประมาณ 3 - 6 มิลลิกรัม
·         มีการทดลองทางคลินิก โดยรับประทานสารแอสตาแซนธิน จาก Microalgae Haematococcus Pluvialis มากถึง 40 มิลลิกรัมเป็นประจำทุกวัน เป็นเวลา 4 สัปดาห์ติดต่อกัน โดยไม่พบผลข้างเคียงใดๆและจากการทดสอบ Full Acute & Sub Chronic, Ames Test & Gene Toxicity และการค้นหาเอกสารทางวิชาการทั่วโลกนั้นไม่พบรายงานที่มีผลข้างเคียงในทางลบ
·         และจากข้อมูล มีการนำ Microalgae Haematococcus Pluvialis ซึ่งมีสารแอสตาแซนธิน (Astaxanthin) อยู่เป็นจำนวนมาก นำมาสกัดเป็นอาหารเสริมและได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในพื้นที่แถบสแกนดิเน เวีย ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1995 และสารแอสตาแซนธิน (Astaxanthin) มีการวางจำหน่ายอย่างแพร่หลายในตลาดตั้งแต่ปีค.ศ. 1999 จนถึงปัจจุบัน
·         ปัจจุบันแอสตาแซนธิน (Astaxanthin) เป็นสารที่มีความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระได้ดีที่สุด แอสตาแซนธิน (Astaxanthin) จึงเป็นสารต้านอนุมูลอิสระทางเลือกใหม่ ที่ให้ได้มากกว่าสารต้านอนุมูลอิสระชนิดอื่นๆ
·         แอสตาแซนธิน (Astaxanthin) มีความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระได้มีประสิทธิภาพ ดีกว่า
·                วิตามิน ซี 6,000 เท่า,
·                CoQ10 800 เท่า,
·                วิตามิน อี 550 เท่า,
·                Green tea catechins 550 เท่า,
·                Alpha lipoic acid 75 เท่า,
·                เบต้า แคโรทีน 40 เท่า
·                และ สารสกัดจากเมล็ดองุ่น 17 เท่า

References
1. Nishida Y.et.al, Quenching Acitivities of Common Hydrophillic and Lipophillic Antioxidants against Singlet Oxygen Using Chemiluminescence Detection System. Carotenoid Science 11: 16-20 (2007)
2. Miki, W., Biological functions and activities of animal carotenoids. Pure and Appl.Chem 1991 ; 63:141-6
3. Shimizu, N., et al., Carotenoids as singlet oxygen quenchers in marine organisms. Fisheries Sci. 1996; 62: 134-7
4. Fuji Chemical Industry Co., Ltd., Outsourced test by Collaborative Labs, Setauket, NY 2001
5. Yamashita,(2006) The Effects of Dietary Supplement Containing Astaxanthin on Skin Condition. Carotenoid Science 10:91-95
6. Nagaki et al., (2006) .The supplementation effect of astaxanthin on accommodation and asthenopia.J.Clin. Therap.Med.,22(1):41-54.
7. Sawaki,K.et al.(2002) Sports performance benefits from taking natural astaxanthin characterized by visual activity and muscle fatigue improvements in humans.Journal of Clinical Therapeutics & Medicine 18(9):73-88.
8. Kupcinskas et al., Efficacy of the antioxidant astaxanthin in the treatment of functional dyspepsia in patients with or without Helicobacter pylori gastritis: a propective, randomized ,double blind, and placebo controlled study .Eur.J.Gastroent and Hepat.,(In Press).
9. Hiroshige Itakura, Astaxanthin Defends and Subdues Active Oxygen, Heart publishing co.,ltd, 21.

วันอังคารที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2556

กรดอะมิโน

   กรดอะมิโน (อังกฤษ: amino acid) คือ ชีวโมเลกุลที่มีทั้งหมู่ฟังก์ชันอะมิโนและคาร์บอกซิลเป็นส่วนประกอบ กรดอะมิโนเป็นองค์ประกอบสำคัญของโปรตีนซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญที่มีอยู่ในสิ่งมีชีวิตทุกชนิด ในวิชาชีวเคมี คำว่า "กรดอะมิโน" มักหมายความถึงกรดอะมิโนแบบแอลฟา (alpha animo acids) ซึ่งเป็นกรดอะมิโนที่ทั้งหมู่อะมิโนและหมู่คาร์บอกซิลติดอยู่กับคาร์บอนอะตอมเดียวกัน เรียกว่า \alpha-คาร์บอน
เรซิดีวของกรดอะมิโน (amino acid residue) คือกรดอะมิโนที่ถูกดึงโมเลกุลของน้ำออกไปหนึ่งโมเลกุล (ไฮโดรเจนไอออนหนึ่งไอออนจากหมู่อะมิโน และไฮดรอกไซด์ไอออนหนึ่งไอออนจากหมู่คาร์บอกซิล) เรซิดีวของกรดมักเกิดขึ้นในขณะสร้างพันธะเพปไทด์

กรดอะมิโนในร่างกายคนมี 20 ชนิด  แบ่งเป็น 2 ประเภท ดังนี้

1) กรดอะมิโนจำเป็น (essential amino acid)
สำหรับคนมี 10 ชนิด ได้แก่ อาร์จินีน (arginine) ฮิสทิดีน (histidine) ไอโซลิวซีน (isoleucine)  ลิวซีน (leucine) ไลซีน (lysine) เมไทโอนีน (methionine) ฟีนิลอะลานีน (phenylalanine) ทรีโอนีน (threonine) ทริปโตเฟน (tryptophane) และเวลีน (valine) ซึ่งร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์ขึ้นได้ แต่จำเป็นต้องใช้ในการสร้างโปรตีน ร่างกายได้กรดอะมิโนเหล่านี้จากอาหารเท่านั้น ส่วนกรดอะมิจำเป็นของสิ่งมีชีวิตประเภทอื่นจะแตกต่างกันตาม สปีชีส์ (species) ของสิ่งมีชีวิตเหล่านั้น
2) กรดอะมิโนไม่จำเป็น (Non–essential amino acid)
เป็นกรดอะมิโนที่ร่างกายสามารถสังเคราะห์ได้เอง

กรดอะมิโน 20 ตัวถูกตั้งรหัสโดยมาตรฐานรหัสพันธุกรรม และถูกเรียกว่า โปรตีโนเจนิก หรือกรดอะมิโนมาตรฐาน นอกเหนือจากกรดอะมิโน 20 ชนิดที่เป็นองค์ประกอบของโปรตีนแล้ว ยังพบกรดอะมิโนอื่นๆอีก เช่น
กรดอะมิโนมากกว่า 100 ชนิดพบในธรรมชาติบางตัวถูกตรวจพบได้ใน มีทีโอไรต์ (meteorite) โดยเฉพาะประเภทที่รู้จักกันในชื่อ คาร์บอนาซีอัลคอนไดรต์ (carbonaceous chondrite) จุลินทรีย์ และ พืช บางครั้งผลิตกรดอะมิโนชนิดผิดปกติมากๆ ออกมา ซึ่งสามารถพบได้ใน ยาปฏิชีวนะ ประเภทเปปทีดิก เช่น นิซิน (nisin) หรือ อะลาเมตทิซิน (alamethicin) แลนไทโอนีน (Lanthionine) เป็นไดเมอร์ของอะลานีนที่เชื่อมกันด้วยพันธะแบบซัลไฟด์ซึ่งพบร่วมกับกรดอะมิโน อิ่มตัว ในแลนติไบโอติก (lantibiotics-แอนติไบโอติกเพปไทด์ของ แหล่งกำเนิดจุลินทรีย์) 1-อะมิโนไซโคลโพรเพน-1-คาร์บอกซิลิก แอซิก (1-Aminocyclopropane-1-carboxylic acid-ACC) เป็นกรดอะมิโนไซคลิกlic และเป็นผลผลิตระหว่างทางของการผลิต ฮอร์โมน พืช เอตทิลีน

กรดอะมิโนจำเป็น

บางตัวใน 20 ตัวของกรดอะมิโนมาตรฐานเรียกว่า กรดอะมิโนจำเป็น (essential amino acid) เพราะว่ามันไม่สามารถสังเคราะห์ ได้โดย ร่างกาย แต่ได้จาก สารประกอบ ผ่าน ปฏิกิริยาเคมี ซึ่งเราได้รับโดยการกินเข้าไป ใน มนุษย์ กรดอะมิโนจำเป็นได้แก่
  • ไลซีน (lysine) คุณประโยชน์ ช่วยซ่อมแซม ลำเลียงกรดไขมัน สร้างภมิคุ้มกันฮอร์โมนและเอนไซม์  พบมากในเนื้อแดง, ถั่ว, ปลาซาร์ดีน, ไข่, เนย, ถั่วและนม
  • ลิวซีน (leucine) ลิวซีนมีประโยชน์ในการช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด, มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการการเติบโตและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกายอย่างเช่นกระดูก, ผิวหนัง และกล้ามเนื้อ นอกจากนี้ยังถูกใช้ในตับ, เนื้อเยื่อไขมัน (adipose tissue), และเนื้อเยื่อของกล้ามเนื้ออีกด้วย ในเนื้อเยื่อไขมันและกล้ามเนื้อ ลิวซีนจะมีการเปลี่ยนรูปไปเป็นสเตอรอล (sterol) อาหารที่พบกรดอะมิโนลิวซีนในปริมาณสูงได้แก่ ไข่, ถั่วเหลือง, ปลา, สาหร่าย
  • ไอโซลิวซีน (isoleucine)ช่วยในการรักษา และการซ่อมแซมเนื้อเยื่อของกล้ามเนื้อ และกระตุ้นให้เลือดแข็งตัวขณะเกิดบาดแผล กรดอะมิโนชนิดนี้สำคัญอย่างยิ่งกับนักกีฬา และนักเพาะกาย เนื่องจากหน้าที่หลักของมันในร่างกายคือการเพิ่มพลังงานและช่วยให้ร่างกาย ฟื้นตัวจากการออกกำลังกายอย่างหนักได้เร็ว พบมากในผลมะเม่า, ไข่, ปลา, ถั่วเมล็ดแบนและถั่วต่างๆ, สัตว์ปีก, เนื้อวัว, ถั่วเหลือง, ข้าวสาลี, อัลมอนด์ และผลิตภัณฑ์จากนม
  • เมไธโอนีน (methionine)เมไธโอนีน เป็นกรดอะมิโนที่ช่วยในการย่อยสลายไขมัน จัดเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ทรงพลัง เช่นเดียวกับซีสทีน ช่วยป้องกันร่างกายจากสารพิษ ช่วยรักษาอาการของผู้ป่วยโรคจิตเภทบางราย โดยจะช่วยลดระดับของสารฮีสตามีนในเลือด ซึ่งอีสตามีนเป็นตัวการที่ทำให้สมองส่งผ่านข้อความที่ผิดไปจากความเป็นจริง เมไธโอนีนยังมีประโยชน์ต่อผู้หญิงที่รับประทานยาคุมกำเนิด เนื่องจากช่วยเพิ่มการขับเอสโทรเจนส่วนเกินออกจากร่างกายได้ เมทไธโอนี ยังเป็นผู้ให้ เมธิล ที่เรียกว่ากลุ่มเมธิล ที่ให้ความหลากหลายทางเคมีและปฏิกิริยาการเผาผลาญภายในร่างกาย พบมากในผลมะเม่า, เมล็ดงา, ถั่วต่างๆ, ปลา, กระเทียม, ถั่วเหลือง, หัวหอม, เนื้อสัตว์, เมล็ดธัญพืชต่างๆ และโยเกิร์ต
  • ฟีนิลอะลานีน (phenylalanine)
    ประโยชน์ที่ร่างกายได้รับจากกรดอะมิโน ฟีนิลอะลานีน
  1. ทำหน้าที่เสริมสร้างความตื่นตัวและความกระฉับกระเฉง เพิ่มความจำ
  2. เพิ่มความสนใจในเรื่องทางเพศ
  3. บรรเทาอาการซึมเศร้า
  4. ลดความอยากอาหาร
ฟีนิลอะลานีน ช่วยแก้อาหารซึมเศร้าหรือช่วยคลายเคลียดได้ โดยไม่ทำให้ติดเหมือนสารเสพติด แต่หากคุณมีความดันโลหิตสูง หรือมีปัญหาโรคหัวใจ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน และไม่ควรรับประทานกรดอะมิโน ชนิดนี้ ในรูปของอาหารเสริมในขณะตั้งครรภ์
พบมากในผลมะเม่า, ถั่วลิสง, ถั่วเหลือง, ฟักทอง, เมล็ดงา, อัลมอนด์, นมผงขาดมันเนย, ชีส และอาหารโปรตีนสูงทุกประเภท
  • ธรีโอนีน (threonine) ช่วยส่งเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน โดยการช่วยเหลือในการผลิตแอนติบอดี และเนื่องจากธรีโอนีนถูกพบมากในระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่งอาจจะเป็นประโยชน์ในการรักษาอาการของโรคซึมเศร้า และโรคโรคเซลล์ประสาทนำคำสั่งเสื่อม(Lou Gehrig Disease) ร่างกายควรได้รับธรีโอนีน ประมาณ 103 - 500 มิลลิกรัมต่อวัน  พบมากใน ผลมะเม่า, ถั่วต่างๆ, brewer's yeast, ข้าวกล้อง, ผลิตภัณฑ์จากนม, ไข่, ปลา, เนื้อสัตว์, อาหาร ทะเล, ถั่วเหลือง, เห็ด, และธัญพืชต่างๆ
  • ทริปโตแฟน (tryptophan)ประโยชน์ของกรดอะมิโนทริปโตแแฟน ที่มีต่อร่างกาย
  1. ช่วยส่งเสริมการนอนหลับอย่างเป็นธรรมชาติ
  2. ช่วยลดความไวต่อความเจ็บปวด
  3. เป็นสารต้านการซึมเศร้าโดยไม่ต้องใช้ยา
  4. บรรเทาอาการไมเกรน ช่วยลดความกังวลและความเครียด
  5. ช่วยบรรเทาอาการสารเคมีในร่างกายผิดปกติ ซึ่งเป็นผลมาจากแอลกอฮอล์ และช่วยควบคุมอาการของโรคพิษสุราเรื้อรัง
      ส่วนใหญ่มีอยู่ในอาหารจำพวก เนื้อสัตว์, ปลา, นม, กล้วย, ถั่วลิสง, เมล็ดงา, ผลมะเม่า, อินทผลัมแห้ง, ไข่ขาวแห้ง, สาหร่ายสไปรูลิน่า, ถั่วเหลืองดิบ, เมล็ดฟักทอง และอาหารที่มีโปรตีนสูงทุกชนิด
  • วาลีน (valine) เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับกระบวนการ Muscle Metabolism ซึ่งเป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงพลังงานในกล้ามเนื้อ ซึ่งรวมถึงเชื้อเพลิงสำหรับการทำงานของกล้ามเนื้อ ขบวนการสันดาปของเชื้อเพลิงเหล่านั้นและเปลี่ยนพลังงานไปในการหดตัวของกล้าม เนื้อ ทำให้เกิดงานที่ทำโดยกล้ามเนื้อขึ้น เชื้อเพลิงจะได้มาจากอหารที่เรารับประทานเข้าไป อาหารจะถูกย่อยและถูกดูดซึมเข้าไปในกระแสเลือด จากนั้นกระแสเลือดจะนำอาหารไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย และส่วนที่เหลือจะเก็บไว้ในอวัยวะต่างๆ ชั่วคราว เมื่อถึงเวลาที่ร่างกายจำเป็นต้องใช้พลังงาน ร่างกายจึงจะดึงเอาอาหารนั้นๆ มาใช้ในการเผาผลาญให้พล้งงานแก่กล้ามเนื้อ วาลีนยังสำคัญต่อการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ และการบำรุงรักษาสมดุลของไนโตรเจนในร่างกาย
 บมากในผลิตภัณฑ์จากนม, เนื้อ, เมล็ดธัญพืช, เห็ด, ถั่วเหลือง, ผลมะเม่า และถั่วลิสง
ในเด็กมีเพิ่มอีก 2 ตัว ดังนี้
  • ฮีสทิดีน (histidine)
    ฮิสทิดีน จัดอยู่ในประเภทกรดอะมิโนจำเป็น (essential amino acid) มีบทบาทสำคัญและจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของเด็ก ช่วยในการทำงานของระบบประสาท สำหรับวัยเด็ก
    ฮีสทิดีน ช่วยให้การส่งผ่านและการรับรู้ของระบบประสาทดีขึ้น โดยเฉพาะใน อวัยวะรับเสียง ช่วยแก้ปัญหาในคนหูหนวกบางรายได้ ช่วยบรรเทาอาการข้ออักเสบรูมาตอยด์ ช่วยคลายความเครียด ช่วยเพิ่มกำหนัด
    พบมากในอาหารทะเล, ถั่วเหลือง, ผลมะเม่า, นมผง, เนื้อวัว, เนื้อไก่ และแฮม
  • อาร์จินีน (arginine)ประโยชน์ด้านต่างๆ ของอาร์จีนีน ที่มีต่อร่างกาย
  1. ช่วยการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน และทำให้บาดแผลหาย
  2. กระตุ้นการผลิตโกร๊ทฮอร์โมน( Growth Hormone ) ซึ่งเป็นฮอร์โมนสำคัญในการคงความเป็นหนุ่มสาว ช่วยชะลอความชรา ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง ช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น เป็นต้น จึงเหมะสำหรับการรับประทานเพื่อสุขภาพได้ทั้ง ชาย และ หญิง
  3. ช่วยเพิ่มจำนวนอสุจิและเพิ่มสมรรถภาพทางเพศในผู้ชาย
  4. ช่วยในการเผาผลาญไขมันที่สะสมในร่างกาย และช่วยให้กล้ามเนื้อกระชับขึ้น
  5. ช่วยเสริมความตื่นตัวทั้งร่างกายและจิตใจ
  6. ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL)
พบมากในผลมะเม่า, ถั่ว, ข้าวโพดคั่ว, ข้าวกล้อง, ช็อกโกแลต, ข้าวโอ๊ต, ลูกเกด, เมล็ดทานตะวัน, เมล็ดงา, ขนมปังโฮลวีต, และเนื้อสัตว์ ข้อควรระวัง: ไม่ควรให้เด็กที่อยู่ในวัยกำลังเจริญเติบโตรับประทาน(อาจทำให้ร่างกายสูง ใหญ่ผิดปกติได้) และไม่ควรให้ผู้ป่วยด้วยโรคจิตเภทรับประทาน ผู้ที่เป็นโรคเริม และสำหรับคนทั่วไปไม่ควรได้รับอาร์จีนีน เกินวัน 20-30 กรัมต่อวัน (อาจทำให้เกิดความผิดปกติในข้อและกระดูกได้)
  • กลูตาไธโอน (Glutathione)

    หน้าที่หลักของ กลูตาไธโอน คือ
  1. กำจัดสารพิษ (Detoxification) กลูต้าไทโอนช่วยสร้างเอ็นไซม์ชนิดต่าง ๆ ในร่างกายโดยเฉพาะ Glutathion-S-transferase ที่ช่วยในการกำจัดพิษออกจากร่างกายโดยไปเปลี่ยนสารพิษชนิดไม่ละลายในน้ำ (ละลายในน้ำมัน) เช่น พวกโลหะหนัก สารระเหย ยาฆ่าแมลง แม้แต่ยาบางชนิด ให้เป็นสารที่ละลายน้ำได้ดีขึ้น และทำให้ง่ายต่อการกำจัดออกจากร่างกาย นอกจากนี้ ยังช่วยป้องกันตับ จากการถูกทำลายโดย แอลกอฮอล์ (จากการดื่มเหล้า), สารพิษจากบุหรี่, การกินยาพาราเซตามอลเกินขนาด และช่วยกำจัดพิษต่างๆ ที่เข้าสู่ร่างกาย
  2. ต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) กลูต้าไทโอน มีคุณสมบัติ เป็นสารต้านการเกิดกระบวนการ Oxidative Stress หากขาดกลูต้าไทโอน จะทำให้วิตามินซี และวิตามินอี อาจจะทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ
  3. เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน (Immune Enhancer) ช่วย กระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกาย โดยกระตุ้นการทำงานของเอ็นไซม์หลายชนิดเพื่อให้ ร่างกายต่อต้านสิ่งแปลกปลอม รวมถึงเชื้อแบคทีเรีย และไวรัส นอกจากนี้ กลูตาไทโอน ยังช่วยสร้างและซ่อมแซม DNA สร้างโปรตีน และโพรสตาแกลนดิน (Protaglandin)

   กลูตาไธโอน ยากต่อการดูดซึมจากการรับประทาน ดังนั้น กลยุทธ์ที่ดีในสุด คือ การเพิ่มสารอาหาร ให้ร่างกายสามารถสร้างกูลต้าไทโอน ได้ด้วยตัวเอง สารอาหารเหล่านี้ ได้แก่ N-acetyl-L-cysteine, วิตามินบี 3 (ไนอาซิน), ซีลีเนียม และวิตามิน บี2 และโดยเฉพาะจากกรดอะมิโน ทั้ง 3 ตัว
กรดอัลฟ่า-ไลโปอิก เป็นสารอาหารอีกชนิดที่สามารถช่วยให้ร่างกายสามารถผลิต กูลต้าไทโอน วิตามินอี และวิตามินซี ในหน่วยเซลล์ได้ ทั้งยัง สามารถสร้างโคเอ็นไซม์ คิว 10 ขึ้นมาใหม่ได้เช่นกัน ร่างกายต้องการสารต้านอนุมูลิสระ ที่พร้อมในการสร้างกลูต้าไทโอนขึ้นใหม่ ซึ่งมันสามารถถูกนำมาใช้ได้ทุกครั้งในยามที่ร่างกายต้องการ นั้นคือ วิตามินซี, กรดอัลฟ่า-ไลโปอิก และโคเอ็นไซม์คิว 10
กูลต้าไธโอน ในธรรมชาติ ได้จาก นม, ไข่, ผลอะโวคาโด, สตรอเบอร์รี, มะเขือเทศ, กระเทียม, ผักบรอคโคลี และผักโขม แต่ กรรมวิธีในการปรุงอาหาร หรือการแปรรูป จะทำให้เกิดการสูญเสียกูลต้าไทโอนได้ง่ายมาก กรดอะมิโนเมไธโอนีน ช่วยป้องกันการสูญเสียกูลต้าไทโอนได้

ฃอบคุณข้อมูลจาก
http://th.wikipedia.org
http://www.greenclinic.in.th


 



วันพุธที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

สมเด็จพระนเรศวรมหาราชจะทรงรบกับญี่ปุ่น

 
    สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่อยู่ในดวงใจของปวงชนชาวไทย แม้แต่สิ่งของเครื่องใช้ ตลอดจนช้างพาหนะของพระองค์ก็เป็นที่รู้จักของคนไทยมากกว่าบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ไทยอย่างนับไม่ถ้วน
  เริ่มจากพระแสงปืนต้นข้ามแม่น้ำสะโตง ซึ่งเป็นปืนนกสับยาว ๔ คืบ (ประมาณ 235 เซ็นติเมตร ) ปืนนกสับนี่เป็นปืนคาบชุด ( Matchlock ) ไม่ใช่ปืนคาบศิลา ( Flintntlock ) เนื่องจากปืนนกสับนี่เป็นปืนรุ่นก่อนปืนคาบศิลาร่วม ๒๐๐ ปีเลยที่เดียว
 นอกจากนี้ยังมี พระแสงดาบคาบค่าย,พระมาลาเบี่ยง,พระแสงของ้าว,เจ้าพระยาแสนพลพ่าย,พระคชาธารเจ้าพระยาปราบหงสาวดี ที่เป็นที่รู้จักของคนไทยเป็นอย่างดี ทั้งจากหนังสือและภาพยนต์
  แต่เรื่องที่ไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อน ทั้งในหนังสือและในภาพยนต์ คือเรื่องที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชได้ทรงเสนอต่อจักรพรรดิเสินจงแห่งราชวงค์หมิง เมื่อ พ.ศ. ๒๑๓๕ (ปีเดียวกันที่พระองค์ทรงฟันพระมหาอุปราชสิ้นพระชนม์ในการกระทำยุทธหตัถี ) ว่าพระองค์จะทรงนำทัพเรือของกรุงศรีอยุธยาไปโจมตีเกาะญี่ปุ่นเพื่อช่วยจีนทำศึกกับทางญี่ปุ่นในขณะนั้น  หลักฐานทางประวัติศาสตร์นี่ถูกจารึกอยู่ในเอกสารทางประวัติศาสตร์ของจีนและเกาหลี ซึงคุณประพฤทธิ์ ศุกลรัตนเมธี
ได้ค้นคว้ามานำเสนอต่อเบื้องพระพักตร์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2533 เนื่องในโอกาสการอภิปรายทางวิชาการเรื่อง ความสำคัญของรัชกาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราชในประวัติศาสตร์ไทย   
  เรื่อง เริ่มต้นใน พ.ศ. ๒๑๓๕ โชกุนโตโยโตมิ ฮิเดโยชิ แห่งญี่ปุ่นกรีฑาทัพจำนวน ๑๕๐,๐๐๐ นาย ข้ามทะเลมาโจมตีเกาหลีซึ่งเป็นรัฐบรรณาการของจีน เกาหลีได้ขอความช่วยเหลือจากจีนและจีนก็ได้ส่งกองทัพไปปราบญี่ปุ่นและสามารถเอาชนะญี่ปุ่นได้ ญี่ปุ่นได้ถอนกองทัพกับไปเลียแผลแห่งความพ่ยแพ้อยู่ ๔ ปีและในปี พ.ศ.๒๑๓๙ โชกุนโตโยโตมิ ฮิเดโยชิ ก็ได้กรีฑาทัพขนานใหญ่ มาโจมตีเกาหลีอีกครั้งหนึ่งแต่สงครามครั้งนี้ก็ไม่ประสบความสำเร็จเช่นเคยและต้องล้มเลิกทันทีเมื่อได้รับทราบข่าวการอสัญกรรมของฮิเดโตชิในปี พ.ศ. ๒๑๔๐ นั้นเอง
 โชกุนโตโยโตมิ ฮิเดโยชิ
明神宗.jpg

องค์จักรพรรดิเสินจง(ว่านลี่)
  ในช่วงเวลาดังกล่าวจากเอกสารจดหมายเหตุฉับบหลวงของราชวงค์หมิงในบรรพว่าด้วย สยาม บันทึกไว้่ว่า
   เมื่อปีที่ ๖ แห่งรัชศกกว่านหลี ( ค.ศ. ๑๕๗๘ / พ.ศ.๒๑๒๑ )(สยาม)ได้จัดส่งราชฑูตมาถวายเครื่องราชบรรณาการปีที่ ๒๐ (ค.ศ. ๑๕๙๑ / พ.ศ.๒๑๓๕ )ยี่ปุ่นได้เข้าตีเกาหลีจนเมืองแตก สยามได้อาสาขอยกทัพไปลอบโจมตีญี่ปุ่นโดยตรง เพื่อมุ่งหมายกดดันญี่ปุ่นทางแนวหลัง สือซิงซึงเป็นเสนาบดีในส่วนกลางเห็นด้วย แต่ เซียวเอี้ยน ซึ่งเป็นผู้บัญชาการทหารกวางตุ้งกว่างซี คัดค้าน เรื่องจึงยุติเพียงเท่านี้
  และยังมีจดหมายเหตุอีกหลายฉบับได้กล่าวถึงเรื่องสยามอาสาไปรบญี่ปุ่นได้ปรากฎรายละเอียดในจดหมายเหตุประจำรัชกาลจักรพรรดิเสินจงแห่งราชวงค์หมิง บรรพ ๒๕๓ และ ๒๕๖ ซึ่งเป็นหลักฐานที่มีความแม่นยำสูงแต่ว่าข้อความบางส่วนได้ขาดหายไป จดหมายเหตุดังกล่าวบันทึกไว้ดังนี้
   เมื่ิอวันที่ ๑๓ เดือน ๑๐ ปีที่ ๒๐ (ค.ศ. ๑๕๙๒ / พ.ศ. ๒๑๓๕ ) แห่งรัชศกว่านหลี ราชฑูลแห่งประเทศสยามจำนวน ๒๗ นาย ได้เดินทางไปนครหลวงเพื่อถวายเครื่องราชบรรณาการ องค์จักรพรรดิทรงพระราชทานหมวกและสายคาดเอวตามธรรมเนียม
   เมื่อวันที่ ๖ เดือนอ้าย ปีที่ ๒๑  (ค.ศ. ๑๕๙๓ / พ.ศ. ๒๑๓๖ )แห่งรัชศกว่านหลี เซียนเอี้ยน ผู้ตรวจราชการซึ่งมีตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการทหารประจำมณฑลกวางตุ้งกว่างซี ได้กราบบังคมทูลว่า สยามตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกไกลโพ้นห่างญี่ปุ่นหมื่นลี้เศษ เมื่อไม่นานมานี้มีฑูลบรรณาการมาขออาสาต่อทางกลาโหมขอนำกองทัพช่วยทำศึกสงคราม ทางกลาโหมมีคำสั่งตอบรับโดยให้ส่งกองทัพไปโจมตีญี่ปุ่นได้โดยตรง แต่เมื่อพิจารณาถึงเส้นทางทะเลอันไกลโพ้นเหลือประมาณเช่นนี้ คนอี๋(หมายถึง คนสยาม ) ยากจะหยั่งรู้ได้ จึงได้ขอให้ทางกลาโหมระงับคำสั่งเพื่อพิจารณาแล้วแจ้งผลมาด้วย อย่างไรก็ดีโจรพวกนี้ทั้งปล้นสะดมชั่วช้าสามานย์และเจ้าเลห์ ได้กระทำการข่มเหงรังแกประเทศอื่นๆ ขณะนี้ก็เข้ายึดเอาเกาหลี อีกโดยมุ่งหมายจะรุกรานแผ่นดินจีน จึงทำให้ต้องยกทัพหลวงไปช่วยเหลือ อันฑูลบรรณาการสยามมีความโกรธแค้นต่อการกระทำที่ผิดทำนองคลองธรรมนี้จึงได้แสดงความจงรักภักดีโดยอาสายกทัพไปช่วยรบ และแสดงถึงเมตตาธรรมอันมีต่อเพื่อนบ้าน ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายจึงขออาสาไปประเทศนั้น ทั้งนี้ในทางหนึ่งจะเป็นการเสริมสร้างกำลังใจแก่ประเทศที่อยู่ห่างไกล และในอีกทางหนึ่งก็จะสร้างแรงกดดันแก่เหล่าโจรเตี้ยเพราะการทำศึกสงครามหลายด้านย่อยมีการพลาดพลั้งอยู่บ้าง ยิ่งกว่านั้น อันความยิ่งใหญ่ของประเทศจีนจำเป็นด้วยหรือที่จะต้องพึ่งพาอาศัยประเทศอื่น ดังนั้น
  องค์จักรพรรดิเสินจงจึงทรงมีพระบรมราชโองการให้ชมเชยความจงรักภักดีและเมตตาธรรมเช่นนี้ แต่เรื่องนี้มีความสำคัญมาก จึงขอให้รอฟังผลการพิจารราของผู้บัญชาการทหารก่อน เมื่อได้รับหนังสือแจ้งแล้ว จึงจะสามารถประกาศ.....แสดงให้เห็นชัดแจ้ง ขณะนั้นผู้บัญชาการทหารได้ปกครองดินแดนกันดารเหล่านั้นอยู่เรื่องของประเทศทางทะเลจึงย่ิยจะทราบดี สมควรจะให้พิจารณา....ขอให้ทางกลาโหมจัดส่งเจ้าหน้าที่ไปและกระทำตามคำสั่งเมื่อถึงประเทศนั้นแล้ว ขอให้กำชับ...ส่งคำสั่ง  สมควรให้กษัตริย์แห่งสยามปฎิบัติตามพระราชโองการ กระทำการปรับปรุงตระเตรียมทัพเรือแล้วถวายสาสน์กราบบังคมทูลตอบและรับคำสั่ง...ถึงกำหนดให้ปฎิบัติตามที่ขอพระบรมราชานุญาตให้ปฎิบัติได้

   ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับไทยในสมัยนั้นมีลักษณะความสัมพันธ์ส่วนใหญ่ก็เป็นระบบรัฐบรรณาการซึ่งบางครั้งก็ใกล้ชิด บางครั้งก็ห่างเหินกันบ้างตามแต่เหตุการณ์และเงื่อนไขของแต่ล่ะยุคสมัย นอกนั้นก็เป็นความสัมพันธ์ระหว่างเอกชนพลเมืองของทั้งสองประเทศซึ่งมีมาแต่โบราณเช่นกัน
   เอกสารโบราณของจีนมีหลายรูปแบบ โดยทั่งไปแบ่งออกเป็น ๑๕ ประเภทด้วยกัน แต่ที่คุณประพฤทธิ์ ศุกลรัตนเมธีได้นำอ้างอิงเสนอต่อเบื้องพระพักตร์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ครั้งนั้นมี ๓ประเภทคืิอ
          ๑.เจิ้งสื่อ เป็นจดหมายเหตุฉบับหลวงประจำราชวงค์ เป็นเอกสารที่ยึดถือกันเป็นประเพรีที่ราชสำนักจีนทุกราชวงค์มีหน้าที่และความรับผิดชอบที่จะต้องให้จักรพรรดิมีพระบรมราชโองการให้นักปราชญ์ราชบัณฑิตรวบรวมและเรียบเรียงเรื่องราวที่เกี่ยวกับราชวงค์ที่เพิ่งจะหมดอำนาจไป
          ๒.สือลู่ เป็นจดหมายเหตุประจำรัชกาล จักรพรรดิมีพระบรมราชโองการให้นักปราชญ์ราชบัณฑิตรวบรวมและเรียบเรียงเรื่องราวที่เกี่ยวกับรัชกาลที่เพิ่งจะสิ้นสุดลง เอกสารประเภทนี้จะมีรายละเอียดมาก บันทึกแบบเรียบเรียงลำดับวัน /เดือน / ปี ไปเลย
         ๓.เอกสารของภาคเอกชน มีหลายรูปแบบ








 
ภาคผนวก
 จีน - ไทย จับมือทางทหารมาแต่สมัยอยุธยา
      ในด้านประวัติศาสตร์พันธมิตรทางการทหารจีน - ไทย ยังมีมาอย่างยาวนาน โดยแบ่งเป็นช่วงยุคสมัย ดังนี้
    
       1. สมัยวั่นลี่ที่ 6 (ค.ศ. 1573 - 1620/พ.ศ. 2116-2163) ในยุคราชวงศ์หมิง (ค.ศ. 1368 - 1644/พ.ศ.1911-2187) มีโจรสลัดจีนชื่อว่า หลิน เต้าเฉียง มาที่เมืองปัตตานี แต่ถูกสยามปราบ จึงกลับไปปล้นสดมภ์ที่มณฑลก่วงตง (กวางตุ้ง) ในขณะนั้นสยามอาสาช่วยจีนปราบโจรสลัด
    
       2. ยุคสมเด็จพระมหาธรรมราชา (ค.ศ. 1583/พ.ศ. 2126) พม่ายกทัพรุกรานเมืองจีนหลายครั้ง จนล่วงมาถึงสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช (ค.ศ. 1591/พ.ศ. 2134 ตรงกับสมัยวั่นลี่ที่ 19 ของจีน) สยามอาสาร่วมมือกับจีนตีพม่า ทว่า ต่อมากลับไม่มีความคืบหน้าในการร่วมมือใดๆ
    
       3. ยุคสมเด็จพระนเรศวรมหาราช (ค.ศ. 1593/พ.ศ. 2136) สยามมีความสามารถในการเดินเรือเป็นอย่างมาก ขณะนั้นญี่ปุ่นเข้าตีเกาหลี สยามจึงแสดงความจำนงแก่จีน จะส่งกำลังโจมตีญี่ปุ่น แต่ฝ่ายเสนาบดีของจีน มณฑลก่วงตง (ในขณะนั้นเป็นเมืองที่ดูแลประเทศแถบเอเชียอาคเนย์) ไม่เห็นด้วย เนื่องจากไม่มั่นใจในสมรรถนะการรบของสยามที่จะต้องไปรบกับญี่ปุ่นซึ่งระยะ ทางไกลมาก (อ้างอิงจาก เอกสารเกาหลี)
    
       4. สมัยนายกรัฐมนตรี พลตรี หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ในปีค.ศ. 1975/พ.ศ. 2518 กองทัพคอมมิวนิสต์ของกัมพูชาและเวียดนามรบชนะสหรัฐอเมริกา ท่านคึกฤทธิ์เกรงว่าไทยจะมีปัญหาตามมา กอปรทั้งในยุคนั้นจีนมีอำนาจเหนือกัมพูชาและเวียดนาม ท่านจึงขอเปิดความสัมพันธ์กับจีนเมื่อวันที่ 1 ก.ค.


ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก
 คุณ โกวิท วงค์สุรวัฒน์
 นิตยสาร ต่วยตูน พิเศษ

บุคคลต้นเรื่อง
 คุณประพฤทธิ์ ศุกลรัตนเมธี


อ.ประพฤทธิ์ ศุกลรัตนเมธี ผู้ช่วยอธิการบดี มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ

วันจันทร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

กาพย์เห่เรือชมเครื่องคาวหวาน

File:Buddha Loetla Nabhalai portrait.jpg 
   กาพย์เห่เรือชมเครื่องคาวหวาน เป็นกาพย์เห่เรือที่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ ซึ่งพรรณนาเกี่ยวกับอาหารคาวหวานในวัง โดยใช้การบรรยายเนื้อหาเยี่ยงนิราศ คือการรำพึงรำพันถึงสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี โดยนำเอาชื่ออาหาร ลักษณะ ส่วนประกอบ หรือความสัมพันธ์มาเชื่อมโยงเข้ากับการรำพึงรำพันนั้น นอกจากนี้ กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน ยังเป็นวรรณคดีที่มุ่งเน้นความงดงามไพเราะของวรรณคดีเหนือสิ่งอื่นใด มีการใช้โวหารและภาษาที่สละสลวย ตลอดจนการอุปมาเพื่อสื่อถึงรสชาติและฝีมือในการปรุงอาหารของนางอันเป็นที่ รัก และการนำชื่ออาหารซึ่งสื่อถึงความในพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศ หล้านภาลัยในความสุขจากการใกล้ชิดหรือโศกเศร้าจากการพรากจากนางอันเป็นที่ รักได้อย่างกลมกลืน ชื่ออาหารหลายชนิดในกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน เป็นอาหารโบราณที่หารับประทานได้ยาก เนื่องจากมีวิธีการปรุงที่ยาก และต้องใช้ความประณีตในการทำเป็นอย่างมาก เช่นหรุ่ม ล่าเตียง เป็นต้น ซึ่งจากวรรณคดีเรื่องนี้ก็ทำให้มีผู้นำอาหารโบราณหลายชนิดมารื้อฟื้นฝึกปรุง ใหม่กันอีกด้วย
 
 
• เห่ชมเครื่องคาว

๏ แกงไก่มัสมั่นเนื้อ                 นพคุณ พี่เอย
หอมยี่หร่ารสฉุน                      เฉียบร้อน
ชายใดบริโภคภุญช์                 พิศวาส หวังนา
แรงอยากยอหัตถ์ข้อน             อกให้หวนแสวง ๚ 

๏ มัสมั่นแกงแก้วตา              หอมยี่หร่ารสร้อนแรง
ชายใดได้กลืนแกง                แรงอยากให้ใฝ่ฝันหา
๏ ยำใหญ่ใส่สารพัด               วางจานจัดหลายเหลือตรา
รสดีด้วยน้ำปลา                     ญี่ปุ่นล้ำย้ำยวนใจ
๏ ตับเหล็กลวกหล่อนต้ม        เจือน้ำส้มโรยพริกไทย
โอชาจะหาไหน                     ไม่มีเทียบเปรียบมือนาง
๏ หมูแนมแหลมเลิศรส         พร้อมพริกสดใบทองหลาง
พิศห่อเห็นรางชาง                ห่างห่อหวนป่วนใจโหย
๏ ก้อยกุ้งปรุงประทิ่น             วางถึงลิ้นดิ้นแดโดย
รสทิพย์หยิบมาโปรย             ฤๅจะเปรียบเทียบทันขวัญ
๏ เทโพพื้นเนื้อท้อง              เป็นมันย่องล่องลอยมัน
น่าซดรสครามครัน               ของสวรรค์เสวยรมย์
๏ ความรักยักเปลี่ยนท่า        ทำน้ำยาอย่างแกงขม
กลอ่อมกล่อมเกลี้ยงกลม      ชมไม่วายคล้ายคล้ายเห็น
๏ ข้าวหุงปรุงอย่างเทศ         รสพิเศษใส่ลูกเอ็น
ใครหุงปรุงไม่เป็น                เช่นเชิงมิตรประดิษฐ์ทำ
๏ เหลือรู้หมูป่าต้ม               แกงคั่วส้มใส่ระกำ
รอยแจ้งแห่งความขำ           ช้ำทรวงเศร้าเจ้าตรากตรอม
๏ ช้าช้าพล่าเนื้อสด              ฟุ้งปรากฏรสหื่นหอม
คิดความยามถนอม              สนิทเนื้อเจือเสาวคนธ์
๏ ล่าเตียงคิดเตียงน้อง         นอนเตียงทองทำเมืองบน
ลดหลั่นชั้นชอบกล                ยลอยากนิทรคิดแนบนอน
๏ เห็นหรุ่มรุมทรวงเศร้า       รุ่มรุ่มเร้าคือไฟฟอน
เจ็บไกลในอาวรณ์                ร้อนรุมรุ่มกลุ้มกลางทรวง
๏ รังนกนึ่งน่าซด                  โอชารสกว่าทั้งปวง
นกพรากจากรังรวง               เหมือนเรียมร้างห่างห้องหวน
๏ ไตปลาเสแสร้งว่า              ดุจวาจากระบิดกระบวน
ใบโศกบอกโศกครวญ           ให้พี่เคร่าเจ้าดวงใจ
๏ ผักโฉมชื่อเพราะพร้อง       เป็นโฉมน้องฤๅโฉมไหน
ผักหวานซ่านทรวงใน             ใคร่ครวญรักผักหวานนาง ๚

• เห่ชมผลไม้

๏ ผลชิดแช่อิ่มโอ้                    เอมใจ
หอมชื่นกลืนหวานใน               อกชู้
รื่นรื่นรสรมย์ใด                       ฤๅดุจ นี้แม
หวานเลิศเหลือรู้รู้                    แต่เนื้อนงพาล ๚

๏ ผลชิดแช่อิ่มอบ                   หอมตรลบล้ำเหลือหวาน
รสไหนไม่เปรียบปาน              หวานเหลือแล้วแก้วกลอยใจ
๏ ตาลเฉาะเหมาะใจจริง         รสเย็นยิ่งยิ่งเย็นใจ
คิดความยามพิสมัย                หมายเหมือนจริงยิ่งอยากเห็น
๏ ผลจากเจ้าลอยแก้ว             บอกความแล้วจากจำเป็น
จากช้ำน้ำตากระเด็น              เป็นทุกข์ท่าหน้านวลแตง
๏ หมากปรางนางปอกแล้ว      ใส่โถแก้วแพร้วพรายแสง
ยามชื่นรื่นโรยแรง                  ปรางอิ่มอาบซาบนาสา
๏ หวนห่วงม่วงหมอนทอง        อีกอกร่องรสโอชา
คิดความยามนิทรา                 อุราแนบแอบอกอร
๏ ลิ้นจี่มีครุ่นครุ่น                    เรียกส้มฉุนใช้นามกร
หวนถวิลลิ้นลมงอน                 ชะอ้อนถ้อยร้อยกระบวน
๏ พลับจีนจักด้วยมีด               ทำประณีตน้ำตาลกวน
คิดโอษฐ์อ่อนยิ้มยวน               ยลยิ่งพลับยับยับพรรณ
๏ น้อยหน่านำเมล็ดออก          ปล้อนเปลือกปอกเป็นอัศจรรย
มือใครไหนจักทัน                   เทียบเทียมที่ฝีมือนาง
๏ ผลเกดพิเศษสด                  โอชารสล้ำเลิศปาง
คำนึงถึงเอวบาง                      สางเกศเส้นขนเม่นสอย
๏ ทับทิมพริ้มตาตรู                 ใส่จานดูดุจเม็ดพลอย
สุกแสงแดงจักย้อย                   อย่างแหวนก้อยแก้วตาชาย
๏ ทุเรียนเจียนตองปู                เนื้อดีดูเหลือเรืองพราย
เหมือนศรีฉวีกาย                    สายสวาทพี่ที่คู่คิด
๏ ลางสาดแสวงเนื้อหอม          ผลงอมงอมรสหวานสนิท
กลืนพลางทางเพ่งพิศ              คิดยามสารทยาตรามา
๏ ผลเงาะไม่งามแงะ               มล่อนเมล็ดและเหลือปัญญา
หวนเห็นเช่นรจนา                   จ๋าเจ้าเงาะเพราะเห็นงาม
๏ สละสำแลงผล                      คิดลำต้นแน่นหนาหนาม
ท่าทิ่มปิ้มปืนกาม                   นามสละมละเมตตา ๚

• เห่ชมเครื่องหวาน

๏ สังขยาหน้าไข่คุ้น                 เคยมี
แกมกับข้าวเหนียวสี                โศกย้อม
เป็นนัยนำวาที                         สมรแม่ มาแม
แถลงว่าโศกเสมอพ้อม            เพียบแอ้อกอร ๚

๏ สังขยาหน้าตั้งไข่                  ข้าวเหนียวใส่สีโศกแสดง
เป็นนัยไม่เคลือบแคลง             แจ้งว่าเจ้าเศร้าโศกเหลือ
๏ ซ่าหริ่มลิ้มหวานล้ำ                แทรกใส่น้ำกะทิเจือ
วิตกอกแห้งเครือ                      ได้เสพหริ่มพิมเสนโรย
๏ ลำเจียกชื่อขนม                    นึกโฉมฉมหอมชวยโชย
ไกลกลิ่นดิ้นแดโดย                   โหยไห้หาบุหงางาม
๏ มัศกอดกอดอย่างไร               น่าสงสัยใคร่ขอถาม
กอดเคล้นจะเห็นความ               ขนมนามนี้ยังแคลง
๏ ลุดตี่นี้น่าชม                          แผ่แผ่นกลมเพียงแผ่นแผง
โอชาหน้าไก่แกง                       แคลงของแขกแปลกกลิ่นอาย
๏ ขนมจีบเจ้าจีบห่อ                   งามสมส่อประพิมพ์ประพาย
นึกน้องนุ่งจีบกราย                     ชายพกจีบกลีบแนบเนียน
๏ รสรักยักลำนำ                         ประดิษฐ์ทำขนมเทียน
คำนึงนิ้วนางเจียน                      เทียนหล่อเหลาเกลากลึงกลม
๏ ทองหยิบทิพย์เทียมทัด           สามหยิบชัดน่าเชยชม
หลงหยิบว่ายาดม                       ก้มหน้าเมินเขินขวยใจ
๏ ขนมผิงผิงผ่าวร้อน                  เพียงไฟฟอนฟอกทรวงใน
ร้อนนักรักแรมไกล                     เมื่อไรเห็นจะเย็นทรวง
๏ รังไรโรงด้วยแป้ง                    เหมือนนกแกล้วทำรังรวง
โอ้อกนกทั้งปวง                         ยังยินดีด้วยมีรัง
๏ ทองหยอดทอดสนิท                ทองม้วนมิดคิดความหลัง
สองปีสองปิดบัง                         แต่ลำพังสองต่อสอง
๏ งามจริงจ่ามงกุฏ                    ใส่ชื่อดุจมงกุฏทอง
เรียมร่ำคำนึงปอง                       สะอิ้งน้องนั้นเคยยล
๏ บัวลอยเล่ห์บัวงาม                  คิดบัวกามแก้วกับตน
ปลั่งเปล่งเคร่งยุคล                    สถนนุชดุจประทุม
๏ ช่อม่วงเหมาะมีรส                  หอมปรากฏกลโกสุม
คิดสีสไลคลุม                            หุ้มห่อม่วงดวงพุดตาน
๏ ฝอยทองเป็นยองใย                เหมือนเส้นไหมไข่ของหวาน
คิดความยามเยาวมาลย์             เย็บชุนใช้ไหมทองจีน ๚


 http://0thaidessert444444.files.wordpress.com/2012/09/khanomthai021.jpg

ขอขอบคุณ
ช้อมูลจากหนังสือ : ประชุมกาพย์เห่เรือ กองวรรณคดีและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร
วิกิพีเดีย กาพย์เห่เรือชมเครื่องคาวหวานและงานนักขัตฤกษ์